บทอายาน(บทเลือก) ม.๒

… วิเวกหวีดกรีดเสียงสำเนียงสนั่น
คนขยั้นยืนขึงตะลึงหลง
ให้หวิววาบซาบทรวงต่างง่วงงง
ลืมณรงค์รบสู้เงี่ยหูฟัง
พระโหยหวนครวญเพลงวังเวงจิต
ให้คนคิดถึงถิ่นถวิลหวัง
ว่าจากเรือนเหมือนนกที่จากรัง
อยู่ข้างหลังก็จะแลชะแง้คอย
ถึงยามค่ำย่ำฆ้องจะร้องไห้
ร่ำพิไรรัญจวนหวนละห้อย
โอ้ยามดึกดาวเคลื่อนเดือนก็คล้อย
น้ำค้างย้อยเย็นฉ่ำที่อัมพร
หนาวอารมณ์ลมเรื่อยเฉื่อยเฉื่อยชื่น
ระรวยรื่นรินรินกลิ่นเกสร
แสนสงสารบ้านเรือนเพื่อนที่นอน
จะอาวรณ์อ้างว้างอยู่วังเวง
(พระอภัยมณี)

Categories: Uncategorized | ใส่ความเห็น

ตัวชี้วัด ม.๑

คำอธิบายรายวิชาม.1 รร.ราชประชาฯ-page-002 คำอธิบายรายวิชาม.1 รร.ราชประชาฯ-page-003

Categories: Uncategorized | ใส่ความเห็น

ตัวชี้วัด ม.๒

คำอธิบายรายวิชาม.2 รร.ราชประชาฯ-page-002 คำอธิบายรายวิชาม.2 รร.ราชประชาฯ-page-003

Categories: Uncategorized | ใส่ความเห็น

ตัวชี้วัด ม.๓

คำอธิบายรายวิชาม.3 รร.ราชประชาฯ-page-001 คำอธิบายรายวิชาม.3 รร.ราชประชาฯ-page-002

Categories: Uncategorized | ใส่ความเห็น

รสในวรรณคดี (แบบสันสกฤต)

         รสในวรรณคดี นอกจาก 4 รส หลักแล้วยังแบ่งโดยยึดหลักแบบวรรณคดีสันสกฤตได้อีก 9 รส ดัง มีปรากฏใน ตำรานาฏยศาสตร์ (นาฏยเวท) ของพระภรตมุนี ซึ่งกล่าวถึงคุณสมบัติของตัวละครสันสกฤตที่ดีว่า ต้องประกอบด้วยรส 9 รส คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส รุทรรส วีรรส ภยานกรส พีภัตสรส อัพภูตรส และ ศานติรส โดยมีรายละเอียดดังนี้


         ๑. ศฤงคารรส (รสแห่งความรัก : บาลี เรียกรสนี้ว่า รติรส) เป็นการพรรณนาความรักระหว่างหนุ่มสาว ระหว่างสามีภรรยา ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย บิดามารดากับบุตร ญาติกับญาติ ฯลฯ สามารถทาให้ผู้อ่าน พอใจรัก เห็นคุณค่าของความรัก นึกอยากรักกับเขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรักฉันชู้สาว รักหมู่คณะ รักประเทศชาติ เป็นต้น อย่างเช่น เรื่องลิลิตพระลอ ซึ่งเต็มไปด้วยรสรัก


         ๒. หาสยรส (รสแห่งความขบขัน : บาลีเรียกรสนี้ว่า หาสะรส) เป็นการพรรณนาที่ทาให้เกิดความร่าเริง สดชื่น เสนาะ ขบขัน อาจทาให้ผู้อ่าน ผู้ดูยิ้มกับหนังสือ ยิ้มกับภาพที่เห็น ถึงกับลืมทุกข์ดับกลุ้มไปชั่วขณะ เช่น เรื่องระเด่นลันได เป็นต้น

กลอนใช้สอน


         ๓. กรุณารส (รสแห่งความเมตตากรุณาที่เกิดภายหลังความเศร้าโศก : บาลีเรียกรสนี้ว่า โสกะรส)) เป็นบทพรรณนาที่ทาให้ผู้อ่านรู้สึกหดหู่ เหี่ยวแห้ง เกิดความเห็นใจ ถึงกับน้าตาไหล พลอยเป็นทุกข์ เอาใจช่วยตัวละคร เช่น เห็นใจนางสีดา เห็นใจจรกา และเห็นใจนางวันทอง เป็นต้น


         ๔. รุทรรส/เราทรรส (รสแห่งความโกรธเคือง : บาลีเรียกรสนี้ว่า โกธะ) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้ผู้ดูผู้อ่านขัดใจ ฉุนเฉียว ขัดเคืองบุคคลบางคนในเรื่อง บางทีถึงกับขว้างหนังสือทิ้ง หรือฉีกตอนนั้นก็มี เช่น โกรธขุนช้าง โกรธชูชก

ภาพนิ่ง26


         ๕. วีรรส (รสแห่งความกล้าหาญ : บาลีเรียกรสนี้ว่า อุตสาหะรส) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังพอใจผลงานและหน้าที่ ไม่ดูหมิ่นงาน อยากเป็นใหญ่ อยากร่ารวย อยากมีชื่อเสียง เช่น อยากเก่งกาจแบบสมเด็จพระนเรศวร ชอบความมีขัตติมานะของพระมหาอุปราชา จากเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย


         ๖. ภยานกรส (รสแห่งความกลัว ตื่นเต้นตกใจ : บาลีเรียกรสนี้ว่า อุตสาหะรส) เป็นบทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้ผู้อ่าน ผู้ฟัง ผู้ดู มองเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยในบาปกรรมทุจริต เกิดความสะดุ้งกลัวโรคภัย สัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจ บางครั้งต้องหยุดอ่าน รู้สึกขนลุกซู่เมื่ออ่านเรื่อง ผีต่างๆ


         ๗. พีภัตสรส (รสแห่งความชัง ความรังเกียจ : บาลีเรียกรสนี้ว่า ชิคุจฉะรส) เป็นบทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังชังน้าหน้าตัวละครบ้างตัว เพราะจิต(ของตัวละคร) บ้าง เพราะความโหดร้ายของตัวละครบ้าง เช่น เกลียดนางผีเสื้อสมุทร ในเรื่องพระอภัยมณีที่ฆ่าพ่อเงือก เป็นต้น


         ๘. อัทภูตรส (รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ : รสนี้ บาลีเรียก วิมหะยะรส) เป็นบทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้นึกแปลกใจ เอะใจอย่างหนัก ตื่นเต้นนึกไม่ถึงว่าเป็นไปได้เช่นนั้น หรือ อัศจรรย์คาดไม่ถึงในความสามารถ ในความคมคายของคารม ในอุบายหรือในศิลปวิทยาคุณ แปลกใจในสุปฏิบัติ (ความประพฤติที่ดีงาม)แห่งขันติ เมตตา กตัญญู อันยากยิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้


         ๙. ศานติรส(รสแห่งความสงบ : บาลีเรียกรสนี้ว่า สมะรส) เป็นช่วงการแสดงอุดมคติของเรื่อง เช่น ความสงบสุขในแดนสุขาวดี ในเรื่อง วาสิฏฐี หรือ รู้สึกสมใจ อิ่มเอมใจ เมื่อกษัตริย์ทั้งหกกลับมาพร้อมหน้ากัน ในเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก อันเป็นผลมุ่งหมายทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นผลให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟัง เกิดความสุขสงบ ในขณะได้เห็นได้ฟัง ตอนนั้น


Categories: วรรณคดี | ใส่ความเห็น

โวหารการเขียน

       โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารที่เรียบเรียงเป็นอย่างดี  มีวิธีการ  มีชั้นเชิงและมีศิลปะ  เพื่อสื่อให้ผู้รับสารรับสารได้อย่างแจ่มแจ้ง   ชัดเจนและลึกซึ้ง  รับสารได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร

โดยโวหารอาจจำแนกตามลักษณะของข้อความ หรือเนื้อหาเป็นประเภทต่างๆ ได้ ดังนี้

          ๑. บรรยายโวหาร  คือ  ข้อความเล่าเรื่องที่มีเนื้อเรื่อง มีการดำเนินเรื่อง และมีบทบาทของตัวละครว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร  เป็นโวหารที่ใช้บอกกล่าว เล่าเรื่อง อธิบาย หรือบรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ ตลอดจนความรู้ต่าง ๆ  อย่างละเอียด เป็นการกล่างถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน  โดยชี้ให้เห็นถึงสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์   สาเหตุที่ก่อให้เกิด เหตุการณ์ สภาพแวดล้อม บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น   เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจเนื้อหา สาระอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เนื้อหา ที่บรรยายอาจเป็นเรื่องที่สมมุติหรือเรื่องจริงก็ได้  เรื่องที่ใช้บรรยายโวหาร ได้แก่ การเขียนตำรา  รายงาน  บทความ   เรื่องเล่า จดหมาย  บันทึก  ชีวประวัติ    ตำนาน เหตุการณ์ บรรยายภาพ  บรรยายธรรมชาติ  บรรยายบุคลิกลักษณะบุคคล  สถานที่ รายงานหรือจดหมายเหตุ  การรายงานข่าว  การอธิบายความหมายของคำ การอธิบายกระบวนการ การแนะนำ วิธีปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ  เป็นต้น

          ๒. พรรณนาโวหาร  คือ  ข้อความที่ให้รายละเอียด หรืออธิบายความอย่างถ้วนถี่ แต่ไม่มีการดำเนินเรื่อง มักใช้ในบทพรรณนาความงามของธรรมชาติ หรือบุคคล หรือสถานที่ ความรู้สึก เป็นโวหารที่ใช้กล่าวถึงเรื่องราว สถานที่ บุคคล สิ่งของ หรืออารมณ์อย่างละเอียด   สอดแทรกอารมณ์    ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจ   ให้ผู้รับสารเกิดภาพพจน์  เกิดอารมณ์คล้อยตามไปด้วย  ใช้ในการพูดโน้มน้าว อารมณ์ของผู้ฟัง  หรือเขียนสดุดี   ชมเมือง ชมความงามของบุคคล  สถานที่และแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เป็นต้น
          การใช้พรรณนาโวหาร ควรมีความประณีตในการเลือกใช้ถ้อยคำสำนวนที่ไพเราะเพราะพริ้ง  เล่นคำ  เล่นอักษร  ใช้ถ้อยคำทั้งเสียงและความหมายให้ตรงกับความรู้สึกที่ต้องการพรรณนา  รู้จักปรุงแต่งถ้อยคำ ให้ผู้รับสารเกิดภาพพจน์  ใช้โวหารเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน   รู้จักเลือกเฟ้นเนื้อหาว่าส่วน ใดควรนำมาพรรณนา   ต้องเข้าใจเนื้อหาที่จะพรรณนาเป็นอย่างดี   และพรรณนาให้เป็นไปตามอารมณ์ความรู้สึก  โดยไม่เสแสร้ง  บางกรณีอาจต้องใช้อุปมาโวหารหรือสาธกโวหารประกอบด้วย

          ๓. อธิบายโวหาร  คือ โวหารที่ทำให้ความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งกระจ่างชัดเจนขึ้น มักใช้ ในงานเขียนทางวิชาการ และตำรับตำราต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์จะนำประเด็นที่สงสัยมาอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้ง การเล่าเรื่องบางตอนถ้ามีประเด็นใดที่เป็นปัญหาก็อาจใช้อธิบายโวหารเสริมความตอนนั้นจนเรื่องกระจ่างชัดเจนขึ้น บางท่านจึงถือว่าอธิบายโวหารเป็นส่วนหนึ่งของบรรยายโวหาร อธิบายโวหารนี้มักใช้ในการอธิบายกระบวนการ การวิเคราะห์หรือจำแนกเนื้อหาออกเป็นประเภท หรือเป็นพวก และการอธิบายความหมายของคำ โดยอธิบายโวหารมีหลายลักษณะ  เช่น  การอธิบายตามลำดับขั้น  การอธิบายด้วยการให้นิยาม   หรือคำจำกัดความ  การยกตัวอย่าง   การเปรียบเทียบ  การชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน และการใช้อุปกรณ์หรือภาษาประกอบ

          ๔.อุปมาโวหาร คือ โวหารที่กล่าวเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจความหมาย อารมณ์ความรู้สึก หรือเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น   มักใช้ประกอบโวหารประเภทอื่น เช่น เทศนาโวหาร  บรรยายโวหาร โดยเฉพาะพรรณนาโวหาร  เพราะจะช่วยให้รสของถ้อยคำและรสของเนื้อความไพเราะสละสลวยยิ่งขึ้น ทั้งสารที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม การเปรียบเทียบอาจเปรียบความเหมือนกัน  หรือคล้ายคลึงกัน  เปรียบเทียบความขัดแย้ง หรือลักษณะตรงกันข้าม หรือเปรียบเทียบโดยให้ผู้รับสารโยง ความคิดหนึ่งไปสู่ อีกความคิดหนึ่ง โดยอาจกล่าวลอย ๆ หรืออาจใช้คำแสดงการเปรียบเทียบ ซึ่งมีอยู่หลากหลาย เช่น เหมือน เสมือน คล้าย ดุจ ดัง ดั่ง ดุจดั่ง ราว ดูราว ปาน เพียง ประหนึ่ง  เช่น  เฉก ฯลฯ
          การใช้อุปมาโวหารควรเลือกใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย และสละสลวย  แสดงการเปรียบเทียบได้ถูกต้อง เหมาะสมกับเนื้อหา และจังหวะ ลีลา ซึ่งอาจกล่าวลอย ๆ  ก็ได้ เนื้อหาที่จะเปรียบเทียบควรเป็นเนื้อหา ที่อธิบายให้เข้าใจได้ยาก  เปรียบเทียบกับสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย  หรือสิ่งที่ผู้รับสารรู้ดีอยู่แล้ว และข้อความที่จะยกมา เปรียบเทียบ (อุปไมย) กับข้อความที่นำมาเปรียบเทียบ (อุปมา) จะต้องเหมาะสมกัน     อุปมาโวหารใช้เป็นโวหาร เสริมบรรยายโวหาร  พรรณนาโวหารและเทศนาโวหาร  เพื่อให้ชัดเจนและน่าอ่านยิ่งขึ้น

          ๕.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจนโดยการยกตัวอย่างหรือเรื่องราวประกอบการอธิบาย เนื้อหาสาระ เพื่อสนับสนุน ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ให้หนักแน่น  สมเหตุสมผล ทำให้ผู้รับสารเข้าใจเนื้อหา สาระในสิ่งที่พูด หรือเขียนอย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน ดูสมจริง หรือน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ตัวอย่างหรือเรื่องราว ที่ยกขึ้นประกอบอาจเป็นเรื่องสั้น ๆ หรือเรื่องราวยาว ๆ ก็ได้ตามความเหมาะสม เช่น ประสบการณ์ตรงของผู้ส่งสาร เรื่องราวของบุคคล เหตุการณ์ นิทาน ตำนาน วรรณคดี เป็นต้น สาธกโวหารมักใช้เป็นอุทาหรณ ์ประกอบอยู่ในเทศนาโวหาร หรืออธิบายโวหาร
การใช้สาธกโวหาร ควรใช้ถ้อยคำภาษาที่เข้าใจง่าย รู้จักเลือกว่าเนื้อหาตอนใดควรใช้ตัวอย่าง หรือเรื่องราวประกอบ และตัวอย่างที่ยกมา ประกอบต้องสอดคล้องกับเนื้อหา และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ สมเหตุสมผล  สาธกโวหารมักแทรกอยู่ในโวหารอื่น ๆ  เช่น  บรรยายโวหาร หรือเทศนาโวหาร

          ๖.เทศนาโวหาร คือ โวหารที่มุ่งโน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกคล้อยตาม   เป็นการกล่าวในเชิงอบรม  แนะนำสั่งสอน  เสนอทัศนะ  ชี้แนะ  หรือโน้มน้าว ชักจูงใจโดยยกเหตุผล  ตัวอย่าง  หลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริง  สุภาษิต คติธรรมและสัจธรรม ต่าง ๆ มาแสดงเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจที่กระจ่างจนยอมรับเชื่อถือมีความเห็น คล้อยตาม และปฏิบัติตาม  โวหารประเภทนี้มักใช้ ในการให้โอวาท อบรมสั่งสอน อธิบายหลักธรรม และคำชี้แจงเหตุผล ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเสนอทัศนะ เป็นต้น
          การใช้เทศนาโวหารควรใช้ถ้อยคำภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสาร ใช้ถ้อยคำในการชี้แจงเหตุผลที่กล่าวถึง  ให้แจ่มแจ้งชัดเจน  และชี้แจงไปตามลำดับไม่สับสนวกวน  ควรใช้โวหารอื่นประกอบด้วยเพื่อให้ชวนติดตาม การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบอาจจะใช้บรรยายโวหาร  พรรณนาโวหาร  รวมทั้งอุปมาโวหารและสาธกโวหารด้วย  มักใช้กับงานเขียนประเภทบทความชักจูงใจ  หรือบทความแสดง ความคิดเห็น  ความเรียง  เป็นต้น   แต่ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าเทศนาโวหารเป็นโวหารที่มุ่งสั่งสอน


Categories: วรรณคดี | ใส่ความเห็น

รสวรรณคดี (แบบไทย)

รสวรรณคดี  หมายถึง ถ้อยคำ สำนวน  และชั้นเชิงในการแต่งคำประพันธ์

แบ่งเป็น ๔ ลักษณะ  ได้แก่

๑.  เสาวรจนี  คือการประพันธ์ให้มีเนื้อความทำนองชมโฉมหรือชมความงามด้านกายภาพของบุรุษและสตรี 

ภาพนิ่ง5


๒.  นารีปราโมทย์  คือ  การประพันธ์ให้มีเนื้อความทำนองฝากรักเพื่อแสดงความรักต่อนางผู้เป็นที่รักของตน    

ภาพนิ่ง1


๓.  พิโรธวาทัง  คือ  การประพันธ์ให้มีเนื้อความทำนองแสดงความเคืองแค้น ตัดพ้อต่อว่า เสียดสี เหน็บแนม ประชดประชัน หรือเยาะเย้ย

ภาพนิ่ง3


๔.  สัลลาปังคพิสัย  คือ การประพันธ์ให้มีเนื้อความทำนองคร่ำครวญ คะนึงหาหรือรำพันถึงบุคคลอันเป็นที่รักเมื่อยามพลัดพรากจากกัน หรือไม่สมปรารถนา  

ดอกหญ้า

Categories: วรรณคดี | ใส่ความเห็น

คำอุทาน

                  “เย้! หนังสือเล่มแรกใกล้จะสมบูรณ์แล้ว”

    เห็นได้ว่า ประโยคนี้สามารถแสดงอารมณ์ได้อย่างชัดเจนว่าประธานรู้สึกอย่างไร โดยมีคำว่า “เย้” แสดงความปลาบปลื้มดีใจ ถ้าไม่มีในประโยคประโยคนั้นก็ยังถือว่าเป็นประโยคที่สมบูรณ์ คำเหล่านี้เรียกว่า “คำอุทาน”

    คำอุทาน คือคำที่แสดงถึงเสียงที่เปล่งออกมาในอารมณ์ต่างๆ เช่น ตกใจ,เสียใจ,เศร้า,ประหลาดใจ เป็นต้น ซึ่งเป็นคำที่ใช้เสริมใจความให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยคำอุทานแบ่งออกเป็น ๒ ชนิดด้วยกัน คือ

    ๗.๑ อุทานแสดงอาการ คือ คำที่ใช้แสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ เช่น

                    ชิ,ชิชะ                   ใช้แสดงความ      เสียดายหรือโกรธ

                    โธ่                           ใช้แสดงความ      อนาถใจหรือสงสาร

                    โอย,โอ้ย                ใช้แสดงความ      เจ็บปวดหรือแปลกใจ

    ๗.๒ อุทานเสริมบท คือ คำอุทานที่ใช้เป็นคำสร้อยในบทประพันธ์ ส่วนใหญ่จะไม่มีความหมาย เช่น นา,เฮย,แฮ,เอย,แล ฯลฯ

Categories: คำ ๗ ชนิด | ใส่ความเห็น

คำสันธาน

     คำสันธาน คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมกลุ่มคำกับกลุ่มคำ หรือเชื่อมประโยคกับประโยค มี ๓ ชนิด ดังนี้

     ๖.๑ สันธานเชื่อมความคล้ายตามกัน ได้แก่คำว่า และ,กับ,แล้ว,จึง,ครั้น…ก็,ถ้า…ก็,ครั้น…จึง,เมื่อ…ก็,พอ…ก็ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

                         น้องกับพี่ไปโรงเรียน

                         พอฉันมาถึง เขาก็ออกไปทำงาน

     ๖.๒ สันธานเชื่อมความขัดแย้งกัน ได้แก่คำว่า แต่,แต่ว่า,ทว่า,กว่า…ก็,ถึง…ก็ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

                         เขารวย แต่เขาไม่ทำงาน

                         กว่าเขาจะเดินถึงเขาก็ตายพอดี

     ๖.๓ สันธานเชื่อมความให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่คำว่า หรือ,ไม่ก็,ไม่เช่นนั้น,มิฉะนั้น ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

                         วันนี้เธอจะไปโรงเรียนหรือไม่ไป

                         นักเรียนต้องทำการบ้านมิฉะนั้นจะถูกครูทำโทษ

     ๖.๔ สันธานเชื่อมความเป็นเหตุเป็นผล ได้แก่คำว่า เพราะ, ด้วย,จึง,ฉะนั้น,ด้วยว่า ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

                         เขาตั้งใจเรียน เขาจึงสอบผ่าน

                         ชาวนาตายเพราะถูกงูกัด

     ๖.๕ สันธานเชื่อมความแสดงลักษณะอาการ ได้แก่คำว่า ว่า,ให้,ทั้งๆ ตัวอย่างเช่น

                         เขาบอกให้ฉันไปหาเขา

                         ฉันพูดว่าฉันรักแม่

     ๖.๖ สันธานเชื่อมความแสดงประมาณ ได้แก่คำว่า ตลอดจน,จน ตัวอย่างเช่น

                         เขาพูดมากจนฉันหลับ

                         พ่อตะโกนเสียงดังจนลูกร้องไห้

Categories: คำ ๗ ชนิด | ใส่ความเห็น

คำบุพบท

       คำบุพบท คือ คำที่ใช้นำหน้าคำนาม สรรพนาม หรือคำกริยาสภาวมาลา เพื่อแสดงความสัมพันธ์ บอกเวลา แสดงความเป็นเจ้าของกับคำหรือกลุ่มคำที่อยู่ข้างหน้า โดยบุพบททำหน้าที่เชื่อมคำกับคำหรือเชื่อมคำกับกลุ่มคำให้สัมพันธ์กัน ได้แก่

                         กับ          แก่           แด่           ต่อ           ที่             ใน           เพื่อ         ของ

                         จาก         โดย         ด้วย         ตาม        เฉพาะ    แห่ง        สำหรับ  จน

                         เมื่อ         ภายใน   ณ            ตั้งแต่      เหนือ     บน          ใกล้         ไกล

                         ริม           กระทั่ง   ข้าง         เกือบ      ราว         ตลอด

วิธีการใช้บุพบทบางคำ

     “กับ”  ใช้กับกริยาที่ทำร่วมกัน เช่น เธอกับฉันไปเที่ยว

     “แก่”  ตามด้วยผู้รับ (ผู้ให้สูงวัยกว่า)

     “แด่”  ตามด้วยผู้รับ (ผู้ให้อ่อนวัยกว่า)

     “ต่อ”  ตามด้วยคำที่มีความเกี่ยวข้องกัน

     แต่…คำบุพบทบางคำเมื่อไม่มีคำนาม สรรพนาม หรือกริยาสภาวมาลามารองรับ คำบุพบทคำนั้นอาจกลายเป็นคำวิเศษณ์ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

                         เขาอยู่ในบ้าน                        เป็นคำ                   บุพบท

                         เขาอยู่ใน                                เป็นคำ                   วิเศษณ์

                         ฉันอยู่บนโต๊ะ                       เป็นคำ                   บุพบท

                         ฉันอยู่บน                              เป็นคำ                   วิเศษณ์

     เพราะฉะนั้นคำวิเศษณ์นั้นไม่สามารถที่จะอยู่ตามลำพังได้ จะต้องตามด้วยคำนาม สรรพนาม หรือกริยาสภาวมาลาเสมอ ถ้าหากอยู่ตามลำพัง
คำบุพบทนั้นจะกลายเป็นคำวิเศษณ์ไปโดยปริยาย

     ข้อสังเกต คำใดก็ตามที่ตามหลังคำบุพบทที่อยู่ในประโยคจะไม่ใช่กรรมเสมอ แต่เป็นคำที่ตามหลังบุพบทเท่านั้น เช่น

                         เขานั่งในบ้าน                       (บุพบท คือ “ใน” )

                         เด็กเดินบนถนน                  (บุพบท คือ  “บน” )

                         นักเรียนเรียนที่โรงเรียน    (บุพบท  คือ  “ที่” )

Categories: คำ ๗ ชนิด | ใส่ความเห็น

Create a free website or blog at WordPress.com. The Adventure Journal Theme.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.