รูปแบบโครงงาน

ดาวน์โหลด : โครงงาน

ด้วยความปรารถนาดีจากครูสุริยา

11922981_478761502299747_1413544075_n

Categories: รวมบทความ | ใส่ความเห็น

จดหมายนำส่ง

จ่าหน้าซองจดหมายDocument-page-001

Categories: รวมบทความ | ใส่ความเห็น

สรุปนิราศภูเขาทอง

          นิราศภูเขาทองเป็นวรรณคดีประเภทนิราศ ได้รับการยกย่องว่าเป็นนิราศเรื่องที่ดีที่สุดของสุนทรภู่ ท่านแต่งนิราศเรื่องนี้จากการเดินทางไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทอง ที่กรุงเก่า (จังหวัดพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน) เมื่อเดือนสิบเอ็ด ปีชวด (พ.ศ. ๒๓๗๑)  ขณะบวชเป็นพระภิกษุ

ลักษณะคำประพันธ์

         นิราศภูเขาทองแต่งด้วยกลอนนิราศ มีความคล้ายคลึงกับกลอนสุภาพ แต่เริ่มด้วย วรรครับจบ ด้วยวรรคส่งลงท้ายด้วย คำว่า เอย มีความยาวเพียง ๘๙ คำกลอนเท่านั้น แต่มีความไพเราะ และเรียบง่าย ตามแบบฉบับของสุนทรภู่ ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย บรรยายความรู้สึกขณะเดียวกันก็เล่าถึงสภาพของเส้นทางที่กำลังเดินทางไปด้วย ท่านมักจะเปรียบเทียบชีวิตและโชคชะตาของตนกับธรรมชาติรอบข้างที่ตนได้เดินทางผ่านไป มีหลายบทที่เป็นที่รู้จักและท่องจำกันได้เช่น

     ถึงบางพูดพูดดีเป็นศรีศักดิ์

       มีคนรักรสถ้อยอร่อยจิต

แม้นพูดชั่วตัวตายทำลายมิตร

       จะชอบผิดในมนุษย์เพราะพูดจาฯ

ถอดคำประพันธ์

            ถึงเดือน ๑๑ ซึ่งออกจากการจำพรรษาแล้ว จะมีการทอดกฐินและเมื่อกฐินเสร็จแล้ว ก็ต้องลงเรือไปด้วยความเศร้าโศก ออกจากวัดก็มองดูวัดที่เคยอาศัย เมื่อปีที่ผ่านมาได้อาศัย ตลอดระยะเวลาทั้ง ๓ ฤดูที่อยู่มาก็ไม่มีอะไรมากวนใจ วัดราชบูรณะนี้ไม่รู้อีกนานเท่าไรกว่าจะได้มาเห็นอีก นึกแล้วเศร้าใจยิ่งนัก  ทั้งนี้เป็นเพราะมีคนพาลมารังแกใส่ร้าย คิดจะหาผู้ใหญ่มาคอยช่วยเหลือแต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้ จึงต้องอำลาวัดไปจนต้องมาอ้างว้างอยู่กลางสายน้ำ

         ถึงหน้าวังก็เศร้าโศกมาก เพราะคิดถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (ร.๒)ผู้ซึ่งมีพระคุณกับสุนทรภู่อย่างมาก เมื่อก่อนเคยเข้าเฝ้าท่านอย่างใกล้ชิดและบ่อยครั้ง เมื่อพระองค์สวรรคตก็เหมือนกับสุนทรภู่ตายไปด้วยเพราะไม่มีญาติหรือคนคอยช่วยเหลือชีวิตจึงยากแค้นแสนเข็ญ อีกทั้งมีโรคมีกรรมเข้ามารุมล้อม ไม่เห็นใครที่จะพึ่งพาได้ จึงได้บวชเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่รัชกาลที่ ๒ ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมตลอดเวลา เพื่อเป็นการทดแทนคุณพระองค์ แม้เกิดชาติใดใดก็ขอให้เป็นข้ารับใช้พระองค์ตลอดไป

         เมื่อถึงหน้าแพก็เห็นเรือพระที่นั่ง คิดถึงเมื่อก่อนก็เศร้าจนน้ำตาไหล เคยหมอบกราบรัชกาลที่ ๒ พร้อมด้วยพระจมื่นไวย แล้วก็ลงไปในเรือบัลลังก์ทอง เคยแต่งและแปลบทประพันธ์ เคยรับราชโองการอ่านในงานฉลอง จนเรือที่มาทอดกฐินหมดแล้วก็ยังมิได้ทำให้พระองค์ขัดใจแต่อย่างใดเคยหมอบ กราบใกล้จนได้กลิ่นหอมจากพระวรกาย กลิ่นหอมนั้นหอมจนติดจมูก แต่เมื่อพระองค์สวรรคตก็สิ้นกลิ่นหอมไปด้วย อีกทั้งยังเหมือนวาสนาของสุนทรภู่ก็สิ้นตามกลิ่นไปด้วย

         มองไปในวังยังเห็นหอที่เก็บพระอัฐิของรัชกาลที่ ๒ ก็ตั้งสติถวายส่วนบุญส่วนกุศล อีกทั้งยังส่งส่วนกุศลไปให้รัชกาลที่ ๓ ให้พ้นภัยในการปกครองบ้านเมือง

         ถึงวัดประโคนปักก็มองไปไม่เห็นเสาหินที่ลือกัน ถึงจะไม่เห็นก็ขอเดชะพระพุทธคุณช่วย ขอให้อายุยืนหมื่นๆปีดังเท่าเสาศิลา อยู่คู่ฟ้าดินได้ตลอดไป พอเรือล่องเลยวัดก็มองดูริมท่าน้ำ มีแพมาจอดขายของอยู่เรียงราย มีขายทั้งผ้าแพรสีม่วงและสีอื่นๆ ทั้งสิ่งของที่มาจากเมืองจีน

         เมื่อมาถึงโรงเหล้าก็มีควันออกมาจากเตากลั่นมากมาย มีเครื่องตักน้ำผูกไว้ปลายเสา สุนทรภู่เคยดื่มเหล้าจนเมาเหมือนคนบ้า จึงได้บวชเพื่อจะได้พ้นจากอบายมุข ขอให้ได้ตรัสรู้ดังพระพุทธเจ้า แต่เหล้าเคยทำให้รอดชีวิตดังนั้นจะเมินไม่กินเหล้าก็เกินไป ถึงจะไม่เมาเหล้าแต่เรายังเมารักอยู่ หักห้ามจิตใจไม่ให้รักไม่ได้ การเมาเหล้านั้นพอรุ่งขึ้นก็หายไป แต่การเมารักนี้จะเป็นไปทุกๆคืนถึงบางจากไม่อยากได้ยินคำว่าจาก เพราะสุนทรภู่จากหลายๆอย่างมา จึงทำให้ใจมัวหมอง  อีกทั้งเพราะรักนั้นไม่ยืนยาว จึงต้องพลัดพรากจากมา

         ถึงบางพลูคิดถึงนางจันเมื่อครั้งแต่งงานกัน เคยส่งหมากพลูโดยใส่ซองให้ทั้งหมดเป็นใบเหลืองซึ่งอร่อยมาก ถึงบางพลัดก็ไม่อยากได้ยินคำว่าพลัดเพราะได้พลัดจากนางจัน ทั้งยังพลัดจากเมืองและอื่นๆอย่างร้อนรน

         ถึงบางโพก็คิดถึงต้นโพธิ์ที่ ให้ร่มเงา ให้ความร่มเย็นทั้งยังทำให้โคนต้นไม้งอกงามได้ ขอพระเดชของพระพุทธเจ้าช่วยดลบันดาลให้พ้นภัยพาลตลอดไป

         ถึงบ้านญวนเห็นมีโรงร้านมากมาย มีคนขายของมากมายเช่นกุ้งหรือปลาโดยการขังไว้ในข้อง เรียงรายดูระดาษตามีทั้งผู้หญิงและผู้ชายมาจับจ่ายซื้อของ จะมองกลับไปยังประเทศบ้านเกิดก็ทรมานเหมือนโดนไฟไหม้ จิตใจก็หม่นหมอง ล่องเรือมาจนถึงวัดเขมา ก็รู้ว่าพึ่งเลิกงานฉลองไปเมื่อวานซืน

         คิดถึงเมื่อก่อนซึ่งรัชกาลที่ ๒ ได้มาตัดหวายลูกนิมิต ได้ชมพระพิมพ์ทั้ง ๘๔,๐๐๐ องค์ซึ่งเท่ากับจำนวนพระธรรมที่อยู่ในพระไตรปิฎกที่อยู่ริมผนัง แต่ครั้งนี้ไม่ได้เห็นการเล่นฉลองเพราะสุนทรภู่ต้องหมดวาสนาและตกระกำลำบาก เป็นเพราะบุญน้อยก็นึกเศร้า แต่แล้วเรือก็ติดน้ำวน มองเห็นน้ำวิ่งเชี่ยวหมุนเป็นเกลียว พุ่งไปมาตัดกัน บางส่วนก็พุ่งวนเหมือนกงเกวียน ดูเวียนๆเป็นเหมือนพายุวน ทั้งหัวท้ายเรือจึงได้รีบแจวเรือดังนั้นเรือจึงหลุดน้ำวนออกมาได้ แต่ถึงเรือจะพ้นน้ำวนมาแล้วแต่ใจก็ยังไม่พ้นจากความรัก

         ถึงตลาดแก้วแต่ไม่เห็นมีตลาดตั้งขายของทั้งสองฝั่งเห็นแต่ต้นไม้พืชพันธุ์ ต่างๆ ได้กลิ่นดอกไม้หอมไปเรื่อยๆตลอดทางและกลิ่นเหมือนผ้าแพรที่ย้อมด้วยมะเกลือ เห็นต้นโศกใหญ่และต้นระกำเป็นแผงแต่แปลกที่มีต้นรักขึ้นแซมอยู่ด้วย เหมือนความโศกเศร้าระกำใจที่สุนทรภู่ต้องเป็นเพราะรักแม่จัน

         ถึงจังหวัดนนทบุรีก็เห็นมีตลาดน้ำ มีแพอยู่ซึ่งขายเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม มีทั้งเรือจอดอยู่เพื่อขายผลไม้จากสวนแท้ มีทั้งผู้หญิงผู้ชายมาประชุมซื้อของกันเป็นประจำทุกวัน

         มาถึงหมู่บ้านบางธรณีก็โศกเศร้ามากขึ้นเพราะตอนลำบากพาให้ใจสะอื้น ทั้งที่แผ่นดินหนาขนาด
สองแสนสี่หมื่นโยชน์แต่เมื่อถึงคราวลำบากแม้แต่แผ่นดินก็ไม่มีที่อาศัย เหมือนโดนหนามเสียดแทงเจ็บแสบมาก เหมือนกับนกไม่มีรังที่จะอาศัยต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆ

         ถึงตำบลปากเกร็ดซึ่งเป็นบริเวณที่ชาวมอญอพยพมา ตามธรรมเนียมผู้หญิงมอญจะเกล้าผม แต่สมัยนี้ผู้หญิงมอญมาถอนไรอีกทั้งยังใช้เครื่องสำอาง ใช้แป้งผัดหน้าซึ่งเหมือนกับชาวไทย ทำให้เห็นได้ว่าสมัยนี้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีความเที่ยงแท้ เหมือนดังที่ชาวมอญละทิ้งประเพณีวัฒนธรรมของตนเองแล้วจะนับประสาอะไรกับจิต ใจของคน ซึ่งไม่มีใครมีใจเดียวแต่มีหลายใจ

         ถึงหมู่บ้านบางพูดสุนทรภู่ก็นึกถึงคำว่าพูด ดังว่า ถ้าใครพูดดีก็จะมีคนรัก แต่ถ้าพูดไม่ดีก็อาจจะเป็นภัยต่อตนเองได้อีกทั้งยังไม่มีใครคบ ไม่มีเพื่อนสนิทมิตรสหาย ทั้งการจะดูว่าใครดีไม่ดีดูได้จากการพูด

         ถึงหมู่บ้านบ้านใหม่สุนทรภู่ก็คิดอยากจะได้บ้านซักหลังตามที่ต้องการโดยขอ กับเทวดาให้สมดังปรารถนา เพราะการมีบ้านใหม่จะได้มีความสุขและมีที่อาศัยอย่างปลอดภัย

         ถึงหมู่บ้านบางเดื่อก็คิดถึงลูกมะเดื่อที่ภายนอกนั้นดูสวยงามน่ารับประทาน แต่ภายในกลับมีแมลงมีหนอนชอนไชอยู่ เหมือนกับคนพาลที่ปากพูดดีแต่ในใจคิดทำอันตราย

         ถึงบางหลวงเหมือนจากนางจันมานานแล้วเราต้องสละจากยศถาบรรดาศักดิ์เพื่อมาบวช เพื่อจะได้พ้นจากกิเลสทั้งหลายทั้งปวง ถึงจะมีนางฟ้ามายั่วก็ไม่สนใจ

         ถึงสามโคกก็คิดถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยซึ่งพระองค์ปกครอง เมืองกรุงเทพฯ พระองค์ได้พระราชทานนามเมืองจากสามโคกซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นสามเป็นเมือง ปทุมธานีเป็นเพราะมีบัวเยอะ ถึงพระองค์จะเสด็จสวรรคตไปแล้วแต่ชื่อปทุมธานีคงอยู่ตลอดไป แต่ทำไมชื่อของสุนทรภู่ชื่อขุนสุนทรโวหารที่ได้รับพระราชทานนามมาแต่กลับไม่ มีชื่อในแผ่นดินหลังจากพระองค์สวรรคตเลยซึ่งต่างกับปทุมธานี สุนทรภู่ต้องเร่ร่อนหาที่อาศัยเพราะขณะนี้ไม่มีบ้าน สุนทรภู่ขอให้เกิดทุกชาติได้เป็นข้ารับใช้พระองค์ตลอดไป พอพระองค์สวรรคตสุนทรภู่ก็ขออยากตายตามบ้างเพื่อจะได้รับใช้และพึ่งพระองค์ เดี๋ยวนี้ก็เศร้าโศกใจทุกข์ระทมอย่างทวีคูณมาก ต้องเร่ร่อนไปเรื่อยๆชีวิตไม่มีจุดมุ่งหมาย

         ถึงหมู่บ้านบ้านงิ้วก็เห็นมีแต่ต้นงิ้วซึ่งไม่มีนกหรือสัตว์อื่นๆอยู่บนกิ่ง เลยเพราะต้นงิ้วมีหนามขึ้นอยู่มากมายนึกถึงก็น่ากลัวหนามเพราะถ้าโดนคงเจ็บ มาก แต่งิ้วในนรกยาวถึง ๑๖ ข้อนิ้วแหลมเหมือนกับไม้ไผ่เหลาทำกับดัก ซึ่งใครมีชู้เมื่อตายไปแล้วก็ต้องไปปีนต้นงิ้วในนรก แต่สุนทรภู่เกิดมาอายุมากแล้วแต่ยังครองตัวอยู่ในศีลธรรมไม่มีชู้ แต่ทุกวันนี้ผู้คนวิปริตมีชู้กันมากคงต้องไปปีนต้นงิ้วในนรกกันบ้าง

         ทั้งหมดที่คิดมานั้นสุนทรภู่สามารถตัดขาดได้แต่การตัดความรักนั้นยากยิ่งนัก นั่งนึกอนาถใจไปจนเย็นก็ถึงเกาะใหญ่ราชคราม มองไปเห็นบ้านเรือนต่างๆอยู่ห่างจากสองฝั่งมาก ในที่นี้ต้องระวังจระเข้จะทำร้าย ทั้งที่นี่ยังเป็นที่อยู่ของผู้ร้ายซึ่งมาคอยดักตีเรือ สุนทรภู่คิดแล้วน่าเบื่อยิ่งนัก

         เมื่อพระอาทิตย์ตกก็มีเมฆมืดครึ้มมาจนดูมืดมัวไปทุกทิศทุกทาง พายเรือถึงทางลัดซึ่งเป็นทางตัดกลางนาก็เห็นมีต้นแฝกต้นคาต้นแขมต้นกกขึ้น ปะปนกันอยู่มากมาย เงาของต้นพวกนี้ทอดลงน้ำทำให้ดูเวิ้งว้างดูกว้างขวางเหลียวมองทีไรก็รู้สึก ขวัญหายทุกที มองเห็นเงาของหญิงชายทั้งยังมีเสียงคุยกัน เรือของพวกเขาเพรียวเล็กและมีปลาอยู่บนเรืออีกด้วย พวกเขาถ่อเรือคล่องแคล่วเดินทางไปอย่างรวดเร็ว แต่เรือของสุนทรภู่ไปช้ามากช่างน่าสงสารลูกศิษย์ที่ต้องถ่อเรืออย่างเหน็ด เหนื่อยทั้งๆที่ไม่เคยเส้นทาง บางทีเรือก็เสยเข้าพงหญ้ารกรุงรัง จะถอยหลังก็ถอยยาก เรือก็โคลงจนกระโถนใส่หมากหก พอเงี่ยหูฟังก็ไม่ได้ยินเสียงสัตว์เลยซักตัว มีแต่น้ำค้างตกเพราะลมพัด มองไปไม่เห็นคลองเลยต้องค้างอยู่กลางทุ่ง แต่พอหยุดเรือหยุดก็มารุมกัดเจ็บเหมือนโดนทรายซัด เลยไม่ได้นอนเพราะต้องนั่งตบยุง

         สุนทรภู่รู้สึกอ้างว้างมาก มองไปในทุ่งกว้างเห็นมีแต่ต้นแขมขึ้นอยู่ปะปนกัน จนดึกก็มีดาวอยู่กลางท้องฟ้า มีนกกระเรียนบินร่อนและร้องก้องเมื่อตอนเที่ยงคืน มีเสียงกบเขียดร้องเรื่อยๆ มีลมพัดเฉื่อยๆ สุนทรภู่รู้สึกวังเวงก็คิดรำพึงเมื่อตอนมียศถาบรรดาศักดิ์ ได้หัวเราะเฮฮากับเพื่อน มีคนคอยปรนนิบัติรับใช้ แต่ยามลำบากเห็นแต่หนูพัดลูกชายคอยช่วยนั่งปัดยุงให้จนพระจันทร์ขึ้นก็เห็น ต้นกระจับจอก มีดอกบัวเผื่อนขึ้นมากเมื่อคืนเดือนหงาย มองเห็นคลองทั้งสองด้านหัวท้ายเรือก็รีบถ่อเรือลงคลอง จนพระอาทิตย์ขึ้นก็เห็นพันธุ์ผักดูน่ารักส่งเกสรแก่กัน มีบัวเผื่อนอยู่สองข้างทางที่เรือพายไป มีต้นก้ามกุ้งขึ้นอยู่กับสาหร่ายใต้น้ำ มีต้นสายติ่งขึ้นสลับกับต้นตับเต่าเป็นกลุ่มๆมองไปเหมือนกับดาวบนท้องฟ้า เหล่านี้ถ้าผู้หญิงได้มาเห็นก็คงจะลงเล่นกลางทุ่ง ที่มีเรือก็คงจะพายไปเก็บสายบัว ถ้าสุนทรภู่มีโยมผู้หญิงก็คงไม่นิ่งเฉยให้อายดอกไม้ คงจะใช้ให้ศิษย์ไปเก็บของฝากเท่าที่ทำได้ในตอนนี้ แต่นี่จนใจไม่มีเงินซักนิด ทั้งยังขี้เกียจเก็บจึงเลยมา พอมีแสงอ่อนๆ
ของพระอาทิตย์ก็ถึงกรุงศรีอยุธยา สุนทรภู่รู้สึกเศร้าใจ

         เมื่อถึงหน้าจวนของเพื่อนของสุนทรภู่ สุนทรภู่ก็คิดถึงเมื่อก่อนจนน้ำตาไหล สุนทรภู่ตั้งใจจะแวะหาถ้ายังเหมือนเมื่อก่อนก็คงจะได้รับนิมนต์ขึ้นบนจวน แต่ถ้าหากว่าท่านแปลกไปก็คงจะโดนหัวเราะเยาะจะต้องอายมาก รู้สึกไม่กล้าใฝ่สูงเป็นเพื่อนได้ จึงได้เดินทางต่อไปยังเจดีย์ภูเขาทอง

         จอดเรือที่ข้างวัดพระเมรุซึ่งริมวัดมีเรือจอดเรียงอยู่ บางลำมีคนร้องเล่นเต้นสำราญ บางลำก็ร้องเพลงเกี้ยวกัน บางลำฉลองผ้าป่าด้วยการขับเสภา ทั้งยังมีคนตีระนาดซึ่งตีเก่งเหมือนนายเส็ง (คนเก่งระนาดสมัยสุนทรภู่) มีโคมแขวนอยู่เรียงรายเหมือนอยู่สามเพ็ง เมื่อคราวเคร่งในพระศาสนาก็ไม่ได้ดู มีเรือลำหนึ่งกลอนมันมาก ร้องกลอนยากลากเลื้อยฟังแล้วเหนื่อยหู กลอนลดเลี้ยวเหมือนทางงู จนลูกคู่บอกว่าง่วงนอน ได้การละเล่นต่างๆที่ข้างวัดพอดึกก็นอน ประมาณสามยามก็มีโจรขึ้นเรือ พอมีเสียงกุกกักสุนทรภู่ก็ลุกขึ้นโวยวาย โจรก็รีบดำน้ำไปอย่างว่องไว มองไปไม่เห็นหน้าลูกศิษย์ก็รู้สึกทำอะไรไม่ถูกด้วยความกลัวแต่หนูพัดจุด เทียนส่องดูว่ามีอะไรหายไปบ้าง แต่ไม่มีเลยแม้แต่เครื่องอัฐบริขาร ทั้งนี้ด้วยเดชะตบะบุญและพระพุทธ ทำให้ชนะมารได้

         วันรุ่งขึ้นจะเป็นวันพระซึ่งจะได้บูชาพระธรรม ได้ไปเจดีย์ภูเขาทองซึ่งดูสูงเสียดฟ้า อยู่กลางทุ่งดูโดดเด่นมีน้ำใสอยู่รอบๆที่ฐานพื้นที่เป็นรูปกลีบบัวถัดจาก บันไดมีน้ำไหลล้อมรอบเป็นขอบ มีเจดีย์มีวิหารมีลานวัด มีกำแพงกั้นอยู่ การย่อเหลี่ยมไม้ ๑๒ มุมอย่างสวยงาม มีเป็นสามชั้นอย่างงดงาม บันไดมี ๔ ด้าน คณะของสุนทรภู่ชวนกันขึ้นไปชั้น ๓ ตั้งใจเดินวนขวา ๓ รอบจนครบก็กราบเจดีย์ มีห้องที่เป็นถ้ำสำหรับจุดเทียนเพราะลมจะพัดแรงพาธูปเทียนดับ ตอนนั้นบังเกิดสิ่งอัศจรรย์มีลมพัดเวียนขวาราวกับจะเวียนเทียนด้วย ทุกวันนี้พระเจดีย์เก่าและทรุดโทรมมาก ที่ฐานร้าวถึงเก้าแฉก ที่ยอดก็หัก องค์พระเจดีย์ก็ทรุด เป็นเพราะเจดีย์ไม่มีคนคอยดูแล นึกแล้วเสียดายจนน่าร้องไห้ แล้ววจะเทียบอะไรกับชื่อเสียงเกียรติยศของมนุษย์ ก็คงหมดไปในไม่นาน เหมือนกับเป็นผู้ดีแล้วลำบาก เป็นคนมั่งมีแล้วยากจน คิดแล้วทุกอย่างไม่แท้เที่ยง

         ขอเดชะแห่งเจดีย์ภูเขาทองซึ่งบรรจุพระบรมสาริกธาตุ สุนทรภู่ขอให้ที่ได้มากราบในครั้งนี้ให้เป็นบุญ
เพื่อเป็นอานิสงส์ให้พ้นภัย ต่างๆ ถ้าจะเกิดชาติไหนๆก็ขอให้ตนบริสุทธิ์ทั้งกายและใจ ทั้งความทุกข์ความโศกอย่าได้มาใกล้ สบายไปตลอดกาล ทั้งความโลภ โกรธ หลง ขอให้ตนชนะได้ ขอให้มีสติปัญญาหลักแหลม ให้มีศีลธรรมอยู่ในใจ ทั้งผู้หญิงร้ายและผู้ชายชั่วก็ขอให้อย่าได้รู้จักคบหากัน ขอให้สมดังหวังแม้แต่ชาติหน้าก็ขอให้เป็นดังหวัง

         พอก้มลงกราบพระพุทธรูปเงยขึ้นมาก็เห็นดอกบัวและก็เห็นพระบรมสารีริกธาตุอยู่ ในเกสรก็ดีใจมากและช้อนประคองลงเรือ พอหนูพัดกราบไว้เสร็จแล้วก็ใส่พระบรมสารีริกธาตุไว้ในขวดแก้วแล้วก็วางไว้ ใกล้ศีรษะเมื่อนอน ตั้งใจว่าจะไปนอนที่กรุงศรีอยุธยาและรุ่งเช้าจะบูชาพระบรมสารีริกธาตุแต่พอ ตื่นมามองไม่เห็นพระบรมสารีริกธาตุก็ตกใจอย่างมากทั้งที่วางไว้ใกล้ศีรษะ สุนทรภู่ว่าเป็นเพราะบุญตนน้อยทำให้พระธาตุลอยน้ำไปไกล สุนทรภู่คิดว่าไม่สามารถอยู่ที่เจดีย์ภูเขาทองต่อได้เพราะจะยิ่งเศร้าโศกและ ร้อนใจยิ่งขึ้น พอเช้าตรู่พระอาทิตย์ขึ้นส่องฉาย ก็ล่องเรือถึงกรุงเทพฯโดยใช้เวลาเดินทาง ๑ วัน

         ถึงหน้าวัดอรุณก็ค่อยสร่างจากความเศร้าเพราะได้กราบพระพุทธรูป นิราศภูเขาทองของสุนทรภู่เรื่องนี้ไว้เป็นที่อ่านเมื่อเศร้าจะได้มีความสุข เพราะได้ไปกราบไว้พระพุทธรูป ทั้งกราบไว้พระบรมสารีริกธาตุ เพราะคนที่นับถือศาสนาพุทธเมื่อไม่สบายใจก็จะกราบไหว้พระพุทธรูปเพื่อให้ สบายใจ ตอนนี้สุนทรภู่ใช่ว่าจะมีคนรักหรือพึ่งจะจากรักมา แต่ที่กล่าวถึงผู้หญิงก็เพราะเป็นธรรมเนียมการแต่งนิราศแต่โบราณ เหมือนแม่ครัวจะปรุงอาหารประเภทพะแนงนอกจากจะใส่เครื่องปรุงและเนื้อสัตว์ แล้วยังต้องใส่พริกไทยใบผักชีเพื่อเพิ่มความน่ารับประทานแก่อาหาร และผู้หญิงก็เหมือนพริกไทยใบผักชีเพื่อนให้นิราศนี้น่าอ่าน ขอให้ทราบความจริงทุกๆอย่างว่าสุนทรภู่ไม่ได้มีผู้หญิงเลยขออย่าได้นินทาให้ เสียหาย เพราะคนที่มีความสามรถในเชิงกลอนจะนั่งๆนอนๆเฉยๆก็จะน่าเบื่อและเศร้าใจ จึงจะต้องแต่งกลอนเพื่อคลายเหงาและคลายความเศร้าใจ และให้ได้ผลงานเป็นที่ประจักษ์

…………………………………………………………………….

Categories: รวมบทความ | ใส่ความเห็น

รสในวรรณคดี (แบบสันสกฤต)

         รสในวรรณคดี นอกจาก 4 รส หลักแล้วยังแบ่งโดยยึดหลักแบบวรรณคดีสันสกฤตได้อีก 9 รส ดัง มีปรากฏใน ตำรานาฏยศาสตร์ (นาฏยเวท) ของพระภรตมุนี ซึ่งกล่าวถึงคุณสมบัติของตัวละครสันสกฤตที่ดีว่า ต้องประกอบด้วยรส 9 รส คือ ศฤงคารรส หาสยรส กรุณารส รุทรรส วีรรส ภยานกรส พีภัตสรส อัพภูตรส และ ศานติรส โดยมีรายละเอียดดังนี้


         ๑. ศฤงคารรส (รสแห่งความรัก : บาลี เรียกรสนี้ว่า รติรส) เป็นการพรรณนาความรักระหว่างหนุ่มสาว ระหว่างสามีภรรยา ระหว่างผู้ใหญ่กับผู้น้อย บิดามารดากับบุตร ญาติกับญาติ ฯลฯ สามารถทาให้ผู้อ่าน พอใจรัก เห็นคุณค่าของความรัก นึกอยากรักกับเขาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นรักฉันชู้สาว รักหมู่คณะ รักประเทศชาติ เป็นต้น อย่างเช่น เรื่องลิลิตพระลอ ซึ่งเต็มไปด้วยรสรัก


         ๒. หาสยรส (รสแห่งความขบขัน : บาลีเรียกรสนี้ว่า หาสะรส) เป็นการพรรณนาที่ทาให้เกิดความร่าเริง สดชื่น เสนาะ ขบขัน อาจทาให้ผู้อ่าน ผู้ดูยิ้มกับหนังสือ ยิ้มกับภาพที่เห็น ถึงกับลืมทุกข์ดับกลุ้มไปชั่วขณะ เช่น เรื่องระเด่นลันได เป็นต้น

กลอนใช้สอน


         ๓. กรุณารส (รสแห่งความเมตตากรุณาที่เกิดภายหลังความเศร้าโศก : บาลีเรียกรสนี้ว่า โสกะรส)) เป็นบทพรรณนาที่ทาให้ผู้อ่านรู้สึกหดหู่ เหี่ยวแห้ง เกิดความเห็นใจ ถึงกับน้าตาไหล พลอยเป็นทุกข์ เอาใจช่วยตัวละคร เช่น เห็นใจนางสีดา เห็นใจจรกา และเห็นใจนางวันทอง เป็นต้น


         ๔. รุทรรส/เราทรรส (รสแห่งความโกรธเคือง : บาลีเรียกรสนี้ว่า โกธะ) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้ผู้ดูผู้อ่านขัดใจ ฉุนเฉียว ขัดเคืองบุคคลบางคนในเรื่อง บางทีถึงกับขว้างหนังสือทิ้ง หรือฉีกตอนนั้นก็มี เช่น โกรธขุนช้าง โกรธชูชก

ภาพนิ่ง26


         ๕. วีรรส (รสแห่งความกล้าหาญ : บาลีเรียกรสนี้ว่า อุตสาหะรส) บทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังพอใจผลงานและหน้าที่ ไม่ดูหมิ่นงาน อยากเป็นใหญ่ อยากร่ารวย อยากมีชื่อเสียง เช่น อยากเก่งกาจแบบสมเด็จพระนเรศวร ชอบความมีขัตติมานะของพระมหาอุปราชา จากเรื่องลิลิตตะเลงพ่าย


         ๖. ภยานกรส (รสแห่งความกลัว ตื่นเต้นตกใจ : บาลีเรียกรสนี้ว่า อุตสาหะรส) เป็นบทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้ผู้อ่าน ผู้ฟัง ผู้ดู มองเห็นทุกข์ เห็นโทษ เห็นภัยในบาปกรรมทุจริต เกิดความสะดุ้งกลัวโรคภัย สัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจ บางครั้งต้องหยุดอ่าน รู้สึกขนลุกซู่เมื่ออ่านเรื่อง ผีต่างๆ


         ๗. พีภัตสรส (รสแห่งความชัง ความรังเกียจ : บาลีเรียกรสนี้ว่า ชิคุจฉะรส) เป็นบทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟังชังน้าหน้าตัวละครบ้างตัว เพราะจิต(ของตัวละคร) บ้าง เพราะความโหดร้ายของตัวละครบ้าง เช่น เกลียดนางผีเสื้อสมุทร ในเรื่องพระอภัยมณีที่ฆ่าพ่อเงือก เป็นต้น


         ๘. อัทภูตรส (รสแห่งความพิศวงประหลาดใจ : รสนี้ บาลีเรียก วิมหะยะรส) เป็นบทบรรยายหรือพรรณนาที่ทาให้นึกแปลกใจ เอะใจอย่างหนัก ตื่นเต้นนึกไม่ถึงว่าเป็นไปได้เช่นนั้น หรือ อัศจรรย์คาดไม่ถึงในความสามารถ ในความคมคายของคารม ในอุบายหรือในศิลปวิทยาคุณ แปลกใจในสุปฏิบัติ (ความประพฤติที่ดีงาม)แห่งขันติ เมตตา กตัญญู อันยากยิ่งที่คนธรรมดาจะทำได้


         ๙. ศานติรส(รสแห่งความสงบ : บาลีเรียกรสนี้ว่า สมะรส) เป็นช่วงการแสดงอุดมคติของเรื่อง เช่น ความสงบสุขในแดนสุขาวดี ในเรื่อง วาสิฏฐี หรือ รู้สึกสมใจ อิ่มเอมใจ เมื่อกษัตริย์ทั้งหกกลับมาพร้อมหน้ากัน ในเรื่องพระมหาเวสสันดรชาดก อันเป็นผลมุ่งหมายทั้งทางโลกและทางธรรม เป็นผลให้ผู้อ่าน ผู้ดู ผู้ฟัง เกิดความสุขสงบ ในขณะได้เห็นได้ฟัง ตอนนั้น


Categories: วรรณคดี | ใส่ความเห็น

โวหารการเขียน

       โวหาร คือ ถ้อยคำที่ใช้ในการสื่อสารที่เรียบเรียงเป็นอย่างดี  มีวิธีการ  มีชั้นเชิงและมีศิลปะ  เพื่อสื่อให้ผู้รับสารรับสารได้อย่างแจ่มแจ้ง   ชัดเจนและลึกซึ้ง  รับสารได้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ส่งสาร

โดยโวหารอาจจำแนกตามลักษณะของข้อความ หรือเนื้อหาเป็นประเภทต่างๆ ได้ ดังนี้

          ๑. บรรยายโวหาร  คือ  ข้อความเล่าเรื่องที่มีเนื้อเรื่อง มีการดำเนินเรื่อง และมีบทบาทของตัวละครว่า ใคร ทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร  เป็นโวหารที่ใช้บอกกล่าว เล่าเรื่อง อธิบาย หรือบรรยายเรื่องราว เหตุการณ์ ตลอดจนความรู้ต่าง ๆ  อย่างละเอียด เป็นการกล่างถึงเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องกัน  โดยชี้ให้เห็นถึงสถานที่ที่เกิดเหตุการณ์   สาเหตุที่ก่อให้เกิด เหตุการณ์ สภาพแวดล้อม บุคคลที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผลที่เกิดจากเหตุการณ์นั้น   เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจเนื้อหา สาระอย่างแจ่มแจ้งชัดเจน เนื้อหา ที่บรรยายอาจเป็นเรื่องที่สมมุติหรือเรื่องจริงก็ได้  เรื่องที่ใช้บรรยายโวหาร ได้แก่ การเขียนตำรา  รายงาน  บทความ   เรื่องเล่า จดหมาย  บันทึก  ชีวประวัติ    ตำนาน เหตุการณ์ บรรยายภาพ  บรรยายธรรมชาติ  บรรยายบุคลิกลักษณะบุคคล  สถานที่ รายงานหรือจดหมายเหตุ  การรายงานข่าว  การอธิบายความหมายของคำ การอธิบายกระบวนการ การแนะนำ วิธีปฏิบัติในเรื่องต่าง ๆ  เป็นต้น

          ๒. พรรณนาโวหาร  คือ  ข้อความที่ให้รายละเอียด หรืออธิบายความอย่างถ้วนถี่ แต่ไม่มีการดำเนินเรื่อง มักใช้ในบทพรรณนาความงามของธรรมชาติ หรือบุคคล หรือสถานที่ ความรู้สึก เป็นโวหารที่ใช้กล่าวถึงเรื่องราว สถานที่ บุคคล สิ่งของ หรืออารมณ์อย่างละเอียด   สอดแทรกอารมณ์    ความรู้สึกลงไปเพื่อโน้มน้าวใจ   ให้ผู้รับสารเกิดภาพพจน์  เกิดอารมณ์คล้อยตามไปด้วย  ใช้ในการพูดโน้มน้าว อารมณ์ของผู้ฟัง  หรือเขียนสดุดี   ชมเมือง ชมความงามของบุคคล  สถานที่และแสดงอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ เป็นต้น
          การใช้พรรณนาโวหาร ควรมีความประณีตในการเลือกใช้ถ้อยคำสำนวนที่ไพเราะเพราะพริ้ง  เล่นคำ  เล่นอักษร  ใช้ถ้อยคำทั้งเสียงและความหมายให้ตรงกับความรู้สึกที่ต้องการพรรณนา  รู้จักปรุงแต่งถ้อยคำ ให้ผู้รับสารเกิดภาพพจน์  ใช้โวหารเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจน   รู้จักเลือกเฟ้นเนื้อหาว่าส่วน ใดควรนำมาพรรณนา   ต้องเข้าใจเนื้อหาที่จะพรรณนาเป็นอย่างดี   และพรรณนาให้เป็นไปตามอารมณ์ความรู้สึก  โดยไม่เสแสร้ง  บางกรณีอาจต้องใช้อุปมาโวหารหรือสาธกโวหารประกอบด้วย

          ๓. อธิบายโวหาร  คือ โวหารที่ทำให้ความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งกระจ่างชัดเจนขึ้น มักใช้ ในงานเขียนทางวิชาการ และตำรับตำราต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์จะนำประเด็นที่สงสัยมาอธิบายให้เข้าใจแจ่มแจ้ง การเล่าเรื่องบางตอนถ้ามีประเด็นใดที่เป็นปัญหาก็อาจใช้อธิบายโวหารเสริมความตอนนั้นจนเรื่องกระจ่างชัดเจนขึ้น บางท่านจึงถือว่าอธิบายโวหารเป็นส่วนหนึ่งของบรรยายโวหาร อธิบายโวหารนี้มักใช้ในการอธิบายกระบวนการ การวิเคราะห์หรือจำแนกเนื้อหาออกเป็นประเภท หรือเป็นพวก และการอธิบายความหมายของคำ โดยอธิบายโวหารมีหลายลักษณะ  เช่น  การอธิบายตามลำดับขั้น  การอธิบายด้วยการให้นิยาม   หรือคำจำกัดความ  การยกตัวอย่าง   การเปรียบเทียบ  การชี้สาเหตุและผลลัพธ์ที่สัมพันธ์กัน และการใช้อุปกรณ์หรือภาษาประกอบ

          ๔.อุปมาโวหาร คือ โวหารที่กล่าวเปรียบเทียบ เพื่อให้ผู้รับสารเข้าใจความหมาย อารมณ์ความรู้สึก หรือเห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น   มักใช้ประกอบโวหารประเภทอื่น เช่น เทศนาโวหาร  บรรยายโวหาร โดยเฉพาะพรรณนาโวหาร  เพราะจะช่วยให้รสของถ้อยคำและรสของเนื้อความไพเราะสละสลวยยิ่งขึ้น ทั้งสารที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม การเปรียบเทียบอาจเปรียบความเหมือนกัน  หรือคล้ายคลึงกัน  เปรียบเทียบความขัดแย้ง หรือลักษณะตรงกันข้าม หรือเปรียบเทียบโดยให้ผู้รับสารโยง ความคิดหนึ่งไปสู่ อีกความคิดหนึ่ง โดยอาจกล่าวลอย ๆ หรืออาจใช้คำแสดงการเปรียบเทียบ ซึ่งมีอยู่หลากหลาย เช่น เหมือน เสมือน คล้าย ดุจ ดัง ดั่ง ดุจดั่ง ราว ดูราว ปาน เพียง ประหนึ่ง  เช่น  เฉก ฯลฯ
          การใช้อุปมาโวหารควรเลือกใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย และสละสลวย  แสดงการเปรียบเทียบได้ถูกต้อง เหมาะสมกับเนื้อหา และจังหวะ ลีลา ซึ่งอาจกล่าวลอย ๆ  ก็ได้ เนื้อหาที่จะเปรียบเทียบควรเป็นเนื้อหา ที่อธิบายให้เข้าใจได้ยาก  เปรียบเทียบกับสิ่งที่เข้าใจได้ง่าย  หรือสิ่งที่ผู้รับสารรู้ดีอยู่แล้ว และข้อความที่จะยกมา เปรียบเทียบ (อุปไมย) กับข้อความที่นำมาเปรียบเทียบ (อุปมา) จะต้องเหมาะสมกัน     อุปมาโวหารใช้เป็นโวหาร เสริมบรรยายโวหาร  พรรณนาโวหารและเทศนาโวหาร  เพื่อให้ชัดเจนและน่าอ่านยิ่งขึ้น

          ๕.สาธกโวหาร คือ โวหารที่มุ่งให้ความชัดเจนโดยการยกตัวอย่างหรือเรื่องราวประกอบการอธิบาย เนื้อหาสาระ เพื่อสนับสนุน ข้อคิดเห็นต่าง ๆ ให้หนักแน่น  สมเหตุสมผล ทำให้ผู้รับสารเข้าใจเนื้อหา สาระในสิ่งที่พูด หรือเขียนอย่างแจ่มแจ้ง ชัดเจน ดูสมจริง หรือน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ตัวอย่างหรือเรื่องราว ที่ยกขึ้นประกอบอาจเป็นเรื่องสั้น ๆ หรือเรื่องราวยาว ๆ ก็ได้ตามความเหมาะสม เช่น ประสบการณ์ตรงของผู้ส่งสาร เรื่องราวของบุคคล เหตุการณ์ นิทาน ตำนาน วรรณคดี เป็นต้น สาธกโวหารมักใช้เป็นอุทาหรณ ์ประกอบอยู่ในเทศนาโวหาร หรืออธิบายโวหาร
การใช้สาธกโวหาร ควรใช้ถ้อยคำภาษาที่เข้าใจง่าย รู้จักเลือกว่าเนื้อหาตอนใดควรใช้ตัวอย่าง หรือเรื่องราวประกอบ และตัวอย่างที่ยกมา ประกอบต้องสอดคล้องกับเนื้อหา และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ สมเหตุสมผล  สาธกโวหารมักแทรกอยู่ในโวหารอื่น ๆ  เช่น  บรรยายโวหาร หรือเทศนาโวหาร

          ๖.เทศนาโวหาร คือ โวหารที่มุ่งโน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกคล้อยตาม   เป็นการกล่าวในเชิงอบรม  แนะนำสั่งสอน  เสนอทัศนะ  ชี้แนะ  หรือโน้มน้าว ชักจูงใจโดยยกเหตุผล  ตัวอย่าง  หลักฐาน ข้อมูล ข้อเท็จจริง  สุภาษิต คติธรรมและสัจธรรม ต่าง ๆ มาแสดงเพื่อให้ผู้อ่านเกิดความเข้าใจที่กระจ่างจนยอมรับเชื่อถือมีความเห็น คล้อยตาม และปฏิบัติตาม  โวหารประเภทนี้มักใช้ ในการให้โอวาท อบรมสั่งสอน อธิบายหลักธรรม และคำชี้แจงเหตุผล ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง การเสนอทัศนะ เป็นต้น
          การใช้เทศนาโวหารควรใช้ถ้อยคำภาษาให้เหมาะสมกับผู้รับสาร ใช้ถ้อยคำในการชี้แจงเหตุผลที่กล่าวถึง  ให้แจ่มแจ้งชัดเจน  และชี้แจงไปตามลำดับไม่สับสนวกวน  ควรใช้โวหารอื่นประกอบด้วยเพื่อให้ชวนติดตาม การเขียนเทศนาโวหารต้องใช้โวหารประเภทต่าง ๆ มาประกอบอาจจะใช้บรรยายโวหาร  พรรณนาโวหาร  รวมทั้งอุปมาโวหารและสาธกโวหารด้วย  มักใช้กับงานเขียนประเภทบทความชักจูงใจ  หรือบทความแสดง ความคิดเห็น  ความเรียง  เป็นต้น   แต่ส่วนใหญ่มักจะเข้าใจว่าเทศนาโวหารเป็นโวหารที่มุ่งสั่งสอน


Categories: วรรณคดี | ใส่ความเห็น

รสวรรณคดี (แบบไทย)

รสวรรณคดี  หมายถึง ถ้อยคำ สำนวน  และชั้นเชิงในการแต่งคำประพันธ์

แบ่งเป็น ๔ ลักษณะ  ได้แก่

๑.  เสาวรจนี  คือการประพันธ์ให้มีเนื้อความทำนองชมโฉมหรือชมความงามด้านกายภาพของบุรุษและสตรี 

ภาพนิ่ง5


๒.  นารีปราโมทย์  คือ  การประพันธ์ให้มีเนื้อความทำนองฝากรักเพื่อแสดงความรักต่อนางผู้เป็นที่รักของตน    

ภาพนิ่ง1


๓.  พิโรธวาทัง  คือ  การประพันธ์ให้มีเนื้อความทำนองแสดงความเคืองแค้น ตัดพ้อต่อว่า เสียดสี เหน็บแนม ประชดประชัน หรือเยาะเย้ย

ภาพนิ่ง3


๔.  สัลลาปังคพิสัย  คือ การประพันธ์ให้มีเนื้อความทำนองคร่ำครวญ คะนึงหาหรือรำพันถึงบุคคลอันเป็นที่รักเมื่อยามพลัดพรากจากกัน หรือไม่สมปรารถนา  

ดอกหญ้า

Categories: วรรณคดี | ใส่ความเห็น

คำอุทาน

                  “เย้! หนังสือเล่มแรกใกล้จะสมบูรณ์แล้ว”

    เห็นได้ว่า ประโยคนี้สามารถแสดงอารมณ์ได้อย่างชัดเจนว่าประธานรู้สึกอย่างไร โดยมีคำว่า “เย้” แสดงความปลาบปลื้มดีใจ ถ้าไม่มีในประโยคประโยคนั้นก็ยังถือว่าเป็นประโยคที่สมบูรณ์ คำเหล่านี้เรียกว่า “คำอุทาน”

    คำอุทาน คือคำที่แสดงถึงเสียงที่เปล่งออกมาในอารมณ์ต่างๆ เช่น ตกใจ,เสียใจ,เศร้า,ประหลาดใจ เป็นต้น ซึ่งเป็นคำที่ใช้เสริมใจความให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยคำอุทานแบ่งออกเป็น ๒ ชนิดด้วยกัน คือ

    ๗.๑ อุทานแสดงอาการ คือ คำที่ใช้แสดงอารมณ์ ความรู้สึกต่างๆ เช่น

                    ชิ,ชิชะ                   ใช้แสดงความ      เสียดายหรือโกรธ

                    โธ่                           ใช้แสดงความ      อนาถใจหรือสงสาร

                    โอย,โอ้ย                ใช้แสดงความ      เจ็บปวดหรือแปลกใจ

    ๗.๒ อุทานเสริมบท คือ คำอุทานที่ใช้เป็นคำสร้อยในบทประพันธ์ ส่วนใหญ่จะไม่มีความหมาย เช่น นา,เฮย,แฮ,เอย,แล ฯลฯ

Categories: คำ ๗ ชนิด | ใส่ความเห็น

คำสันธาน

     คำสันธาน คือ คำที่ทำหน้าที่เชื่อมกลุ่มคำกับกลุ่มคำ หรือเชื่อมประโยคกับประโยค มี ๓ ชนิด ดังนี้

     ๖.๑ สันธานเชื่อมความคล้ายตามกัน ได้แก่คำว่า และ,กับ,แล้ว,จึง,ครั้น…ก็,ถ้า…ก็,ครั้น…จึง,เมื่อ…ก็,พอ…ก็ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

                         น้องกับพี่ไปโรงเรียน

                         พอฉันมาถึง เขาก็ออกไปทำงาน

     ๖.๒ สันธานเชื่อมความขัดแย้งกัน ได้แก่คำว่า แต่,แต่ว่า,ทว่า,กว่า…ก็,ถึง…ก็ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

                         เขารวย แต่เขาไม่ทำงาน

                         กว่าเขาจะเดินถึงเขาก็ตายพอดี

     ๖.๓ สันธานเชื่อมความให้เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่คำว่า หรือ,ไม่ก็,ไม่เช่นนั้น,มิฉะนั้น ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

                         วันนี้เธอจะไปโรงเรียนหรือไม่ไป

                         นักเรียนต้องทำการบ้านมิฉะนั้นจะถูกครูทำโทษ

     ๖.๔ สันธานเชื่อมความเป็นเหตุเป็นผล ได้แก่คำว่า เพราะ, ด้วย,จึง,ฉะนั้น,ด้วยว่า ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

                         เขาตั้งใจเรียน เขาจึงสอบผ่าน

                         ชาวนาตายเพราะถูกงูกัด

     ๖.๕ สันธานเชื่อมความแสดงลักษณะอาการ ได้แก่คำว่า ว่า,ให้,ทั้งๆ ตัวอย่างเช่น

                         เขาบอกให้ฉันไปหาเขา

                         ฉันพูดว่าฉันรักแม่

     ๖.๖ สันธานเชื่อมความแสดงประมาณ ได้แก่คำว่า ตลอดจน,จน ตัวอย่างเช่น

                         เขาพูดมากจนฉันหลับ

                         พ่อตะโกนเสียงดังจนลูกร้องไห้

Categories: คำ ๗ ชนิด | ใส่ความเห็น

คำบุพบท

       คำบุพบท คือ คำที่ใช้นำหน้าคำนาม สรรพนาม หรือคำกริยาสภาวมาลา เพื่อแสดงความสัมพันธ์ บอกเวลา แสดงความเป็นเจ้าของกับคำหรือกลุ่มคำที่อยู่ข้างหน้า โดยบุพบททำหน้าที่เชื่อมคำกับคำหรือเชื่อมคำกับกลุ่มคำให้สัมพันธ์กัน ได้แก่

                         กับ          แก่           แด่           ต่อ           ที่             ใน           เพื่อ         ของ

                         จาก         โดย         ด้วย         ตาม        เฉพาะ    แห่ง        สำหรับ  จน

                         เมื่อ         ภายใน   ณ            ตั้งแต่      เหนือ     บน          ใกล้         ไกล

                         ริม           กระทั่ง   ข้าง         เกือบ      ราว         ตลอด

วิธีการใช้บุพบทบางคำ

     “กับ”  ใช้กับกริยาที่ทำร่วมกัน เช่น เธอกับฉันไปเที่ยว

     “แก่”  ตามด้วยผู้รับ (ผู้ให้สูงวัยกว่า)

     “แด่”  ตามด้วยผู้รับ (ผู้ให้อ่อนวัยกว่า)

     “ต่อ”  ตามด้วยคำที่มีความเกี่ยวข้องกัน

     แต่…คำบุพบทบางคำเมื่อไม่มีคำนาม สรรพนาม หรือกริยาสภาวมาลามารองรับ คำบุพบทคำนั้นอาจกลายเป็นคำวิเศษณ์ได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น

                         เขาอยู่ในบ้าน                        เป็นคำ                   บุพบท

                         เขาอยู่ใน                                เป็นคำ                   วิเศษณ์

                         ฉันอยู่บนโต๊ะ                       เป็นคำ                   บุพบท

                         ฉันอยู่บน                              เป็นคำ                   วิเศษณ์

     เพราะฉะนั้นคำวิเศษณ์นั้นไม่สามารถที่จะอยู่ตามลำพังได้ จะต้องตามด้วยคำนาม สรรพนาม หรือกริยาสภาวมาลาเสมอ ถ้าหากอยู่ตามลำพัง
คำบุพบทนั้นจะกลายเป็นคำวิเศษณ์ไปโดยปริยาย

     ข้อสังเกต คำใดก็ตามที่ตามหลังคำบุพบทที่อยู่ในประโยคจะไม่ใช่กรรมเสมอ แต่เป็นคำที่ตามหลังบุพบทเท่านั้น เช่น

                         เขานั่งในบ้าน                       (บุพบท คือ “ใน” )

                         เด็กเดินบนถนน                  (บุพบท คือ  “บน” )

                         นักเรียนเรียนที่โรงเรียน    (บุพบท  คือ  “ที่” )

Categories: คำ ๗ ชนิด | ใส่ความเห็น

คำวิเศษณ์

      คำวิเศษณ์คือคำที่ทำหน้าที่ขยายทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นขยายคำนาม ขยายคำสรรพนาม ขยายคำกริยา หรือแม้กระทั่งขยายคำวิเศษณ์ด้วยกันเอง โดยเพื่อให้เกิดความชัดเจนในประโยคนั่นเอง คำวิเศษณ์แบ่งออกเป็น   ๑๐ ชนิด ด้วยกัน ดังนี้

      ๔.๑ ลักษณวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์แสดงลักษณะ ได้แก่คำว่า สูง,ต่ำ,ดำ,ขาว,เตี้ย,ค่อม,หอม,เหม็น,จืด ฯลฯ

      ๔.๒ กาลวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์แสดงเวลา ได้แก่คำว่า เช้า,สาย,บ่าย, ค่ำ,ดึก,ตอนนี้,เดี๋ยวนี้ ฯลฯ

      ๔.๓ สถานวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์แสดงสถานที่ ได้แก่คำว่า ไกล, ใกล้,ซ้าย,ขวา,หน้า,หลัง ฯลฯ

      ๔.๔ ประมาณวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์แสดงปริมาณ ได้แก่คำว่า มาก, น้อย,หมด,ทุกคน,บางคน ฯลฯ

      ๔.๕ ประติชญาวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่แสดงการขานรับ ได้แก่คำว่า ค่ะ,ครับ,คะ,จ๊ะ,ขอรับ ฯลฯ

                  ***บางครั้งประติชญาวิเศษณ์นี้  ในทางภาษาศาสตร์จัดเป็นคำชนิดอื่นที่เรียกว่า  “คำอนุภาค”

      ๔.๖ ปฤจฉาวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์แสดงคำถาม ได้แก่คำว่า ใคร, อะไร,ไหน,ผู้ใด ฯลฯ โดยปฤจฉาวิเศษณ์จะอยู่ต้องติดกับคำนามเสมอ มิฉะนั้นจะเป็นปฤจฉาสรรพนาม และจะเป็นประโยคคำถามเท่านั้น ตัวอย่างเช่น

                คนไหนซื้อหนังสือเล่มนี้?

                ประเทศใดเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกปีนี้?

      จะเห็นได้ว่า “ไหน” และ “ใด” ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้าทั้งสิ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

      ๔.๗ นิยมวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ชี้เฉพาะเจาะจง ได้แก่คำว่า นี่,นั่น,โน่น,โน้น ฯลฯ โดยนิยมวิเศษณ์จะอยู่ต้องติดกับคำนามเสมอ มิฉะนั้นจะเป็นนิยมสรรพนาม และจะเป็นประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธเท่านั้น ตัวอย่างเช่น

                คนนั้นซื้อปากกา ๒ โหล

                บ้านนี้ทำบุญครั้งใหญ่

                วันนี้เดี๋ยวฝนก็ตกเดี๋ยวแดดก็ออก

      จะเห็นได้ว่า “นั้น” และ “นี้” ขยายคำนามที่อยู่ข้างหน้าทั้งสิ้น เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้น

      ๔.๘ อนิยมวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ไม่ชี้เฉพาะเจาะจง ได้แก่คำว่า ใคร,อะไร,ไหน,ผู้ใด ฯลฯ โดยอนิยมวิเศษณ์จะอยู่ต้องติดกับคำนามเสมอ มิฉะนั้นจะเป็นอนิยมสรรพนาม และจะเป็นประโยคบอกเล่าหรือปฏิเสธเท่านั้น ตัวอย่างเช่น

                วิชาไหนเรียนสนุกสู้ภาษาไทยไม่ได้

                คนใดมีความรู้ย่อมเป็นที่ต้องการ

      จะเห็นได้ว่าทั้ง ทั้งปฤจฉาวิเศษณ์ นิยมวิเศษณ์ และอนิยมวิเศษณ์นั้นจะอยู่ติดกับคำนามเสมอไม่ว่าคำนามนั้นจะอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังก็ตาม
เพื่อขยายนามนั้นให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

      ๔.๙ ประติเษธวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่แสดงความปฏิเสธ ได้แก่คำว่า ไม่,มิใช่,ไม่ให้,บ่,มิได้ ฯลฯ  ตัวอย่างเช่น

                ผมไม่ใช่คนเลว

                เธอจะไปทางนั้นไม่ได้

      ๔.๑๐ ประพันธวิเศษณ์ คือ คำวิเศษณ์ที่ใช้เชื่อมประโยค เพื่อขยาย กริยา หรือวิเศษณ์ที่อยู่ข้างหน้าเพื่อทำให้เกิดความชัดเจนมากขึ้น ได้แก่คำว่า ผู้,ที่,ซึ่ง,อัน,เพื่อว่า,ให้ ฯลฯ ตัวอย่างเช่น

                เขาเป็นคนเก่งที่ใครๆไม่กล้าดูถูกเขา

                แม่ฉันทำความดีอันเป็นผลบุญต่อตัวท่านเอง

                ของเหล่านี้มีค่ามาก ซึ่งมิอาจประมาณค่าได้

       จะสังเกตว่า ประพันธวิเศษณ์จะอยู่ติดกับคำกริยาหรือคำวิเศษณ์เท่านั้น ซึ่งแตกต่างกันคำประพันธสรรพนาม ที่จะอยู่ติดกับคำนามหรือสรรพนามเท่านั้น เช่น

                คนที่นอนอยู่ตรงนั้นเป็นพี่ฉัน         (ประพันธสรรพนาม)

                คนอ้วนที่นอนอยู่ตรงนั้นเป็นพี่ฉัน (ประพันธวิเศษณ์)

Categories: คำ ๗ ชนิด | ใส่ความเห็น

Create a free website or blog at WordPress.com. The Adventure Journal Theme.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.