“พยัญชนะ” รู้ไว้

นิราศเมืองแกลง

Advertisements

“ครูขา” ครูอยู่ไหน?

๏ “ครูขา ครูอยู่ไหน?

ทิ้งหนูไปจากห้องเรียน

ทักษะหนูพากเพียร

ฝึกอ่านเขียนแต่ตำรา”

๏ “ครูต้องมาอบรม

เพื่อสั่งสมด้านเนื้อหา

ทฤษฎีต่างนานา

ที่บอกว่าเพื่อนักเรียน”

๏ “ครูขา หนูสงสัย

ไม่เข้าใจอย่าติเตียน

อ่านแต่ตำราเรียน

หนูอ่านเขียนไม่เข้าใจ”

๏ “ครูต้องมาประชุม

เพื่อรวมกลุ่มสร้างกลไก

ทักษะเขาพิมพ์ไว้

เพื่อนำไปฝึกพวกเรา”

๏ “ครูขา หนูปวดหัว

และหนูกลัวจะโง่เขลา

ครูช่วยผ่อนบรรเทา

กลับมาเข้าคืนห้องเรียน

๏ “ครูไปราชการ

เพื่อเชี่ยวชาญด้านอ่านเขียน

อบรมเพื่อนักเรียน

ท่านเกษียรให้ต้องไป”

๏ “ครูขา หนูถูกแกล้ง

เพื่อนเล่นแรงนักเลงใหญ่

หนูควรจะฟ้องใคร

นั่งร้องไห้อยู่ทุกวัน”

๏ “ครูกำลังศึกษา

จิตวิทยาเพื่อสร้างสรรค์

ควบคุม และป้องกัน

โครงการฝันมีอบรม”

๏ “ครูขา หนูมีไข้

ปวดท้องไส้น่าขื่นขม

กุมท้องตัวม้วนกลม

จะเป็นลมแล้วนะครู”

๏ “ครูอยู่ในโครงการ

ต้านโรคภัยของคุณหนู

รอครูเพียงสักครู่

ประชุมอยู่เดี๋ยวกลับไป”

๏ “ครูขา วันไหว้ครู

ครูไม่อยู่หนูไหว้ใคร

อบรมอยู่ที่ไหน

หนูอยากไหว้กราบคุณครู” ๛

ยอดผู้กล้า

        ๏ ใครนิยามความฝ้นอันหลากหลาย

และแยกไว้เล่าตามเนื้อความฝัน

จะฝันเฟื่องเพ้อพบฝันกลางวัน

แต่กระนั้นความหวังยังพอมี

       ๏ หากใครใครมีฝันเหมือนคนอื่น

พอเธอตื่นพบทางประเสริฐศรี

จะเดินตามเนื้อความฝันอย่างพอดี

และจะมีความสุขไม่ทุกข์ใด

       ๏ แต่ใครมีนิยามของความฝัน

แปลกสร้างสรรค์ฉีกนอกนอกสมัย

แม้เหน็ดเหนื่อยสร้างฝันเส้นทางใด

ไม่เดินตามความฝันใครสร้างฝันจริง

       ๏ จะเป็นฝันที่สวยสดสุดโก้หรู

เป็นความฝันที่เชิดชูในทุกสิ่ง

จะภูมิใจเมื่อความฝันที่เป็นจริง

จะเป็นยิ่งกว่าความฝันภายในใจ

       ๏ เพราะเธอสร้างสิ่งมีค่าจากความฝัน

เพราะเธอนั้นมีค่ากว่าฝันไหน

เพราะเธอเป็นยอดนักรบใช่ฝันไป

เธอนั้นไซร้ “ยอดผู้กล้า” ใช่ฝันลวง ๚๛

ลักษณะสัมผัสพิเศษ / เสียงเสนาะในร้อยกรอง

๑. การเล่นสัมผัสใน

๑.๑ สัมผัสสระ

คำเคียง – มีสัมผัสชิดกันสองคำ

“เห็นฝูงเงือกเกลือกกลิ้งมากลางชล
คิดว่าคนมีหางเหมือนอย่างปลา
ครั้นถามไถ่ไม่พูดก็โผนจับ
ดูกลอกกลับกลางน้ำปล้ำมัจฉา”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

คำเทียบเคียง – มีสัมผัสชิดกันสามคำ

“อียักษาตาโตโมโหมาก
รูปก็กากปากก็เปราะไม่เหมาะเหมง
นมสองข้างอย่างกระโปรงดูโตงเตง
ผัวของเองเขาระอาไม่น่าชม “

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

คำทบเคียง – มีสัมผัสชิดกันสองคู่

“นางผีเสื้อเหลือโกรธโลดทะลึ่ง
เสียงโผนผึงเผ่นโผนตะโกนผัว
เหตุไฉนไปนั่งกำบังตัว
เชิญทูนหัวเยี่ยมหน้ามาหาน้อง”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

คำแทรกเคียง – มีสัมผัสหนึ่งคู่ที่มีคำอื่นแทรกกลางหนึ่งคำ อยู่ต้นวรรคหรือกลางวรรค

“จะเอาไปให้พระบิดาดู
แล้วลากลู่เข้าในถ้ำด้วยกำลัง
ถึงหุบห้องร้องบอกบิตุเรศ
พระลืมเนตรเหลียวหาทั้งหน้าหลัง”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

คำเทียมแอก – มีสัมผัสหนึ่งคู่ที่มีคำอื่นแทรกกลางหนึ่งคำ อยู่ปลายวรรค

“ทั้งนี้เพราะเคราะห์กรรมทำให้วุ่น
จึงสิ้นบุญวาสนาสีกาเอ๋ย
เห็นมิได้ไปอยู่เป็นคู่เชย
ด้วยสองเคยปลูกเลี้ยงกันเพียงนั้น”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

คำแทรกแอก – มีสัมผัสหนึ่งคู่ มีคำอื่นแทรกกลางสองคำ

“ด้วยหน่อนาถชาติเชื้อผีเสื้อสมุทร
ดำไม่ผุดเลยทั้งวันก็กลั้นได้
ยิ่งถูกน้ำกำลังยิ่งเกรียงไกร
เที่ยวเลี้ยวไล่ขี่ปลาในสาชล”
                                                                  

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

๑.๒ สัมผัสพยัญชนะ/สัมผัสอักษร

คำคู่ – มีสัมผัสชิดกันสองคำ

“พระอภัยภูมินทร์กับสินสมุทร
ช่วยกันฉุดนางเงือกเสือกเข้าฝั่ง
แล้วกราบกรานโยคีมีกำลัง
แขกฝรั่งพรั่งพร้อมล้อมพูดจา”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

คำเทียบคู่ – มีสัมผัสชิดกันสามคำ

“เสียงคลื่นโครมโถมตะครุบก้อนศิลา
จนหน้าตาแตกยับลงสับเงา
แล้วลุกขึ้นยืนชะโงกโยกสิงขร
จนโคลงคลอนเคลื่อนดังทั้งภูเขา
 ”                                                                  

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

คำเทียมรถ – มีสัมผัสชิดกันสี่คำ

“อุตลุดผุดดำปล้ำกันไป
เหมือนเล่นไล่ตามละเมาะทุกเกาะเกียน
ถึงเขาใหญ่ในน้ำง้ำชะเงื่อม
พระหลบเลื่อมเลี้ยวลัดฉวัดเฉวียน”  

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

คำเทียบรถ – มีสัมผัสชิดกันห้าคำ

               “สามสิบสามเศียรโสภา               เศียรหนึ่งเจ็ดงา
ดั่งเพชรรัตน์รูจี”

(รามเกียรติ์ ตอน บทพากย์เอราวัณ)

คำทบคู่ – มีสัมผัสชิดกันสองคู่

“ยิ่งปลอบโยนโอนอ่อนยิ่งหลอนหลอก
แม้นไม่บอกโดยดีจะตีถาม
พลางโผโผนโจนโจมเสียงโครมคราม
เข้าไล่ตามคลุกคลีตีไปพลาง”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

 คำแทรกคู่ – มีสัมผัสหนึ่งคู่ มีคำอื่นแทรกกลางหนึ่งคำ

“นางผีเสื้อเหลือแค้นแสนสาหัส
แต่ฉวยพลัดแพลงคลื่นลื่นไถล
อุตลุดผุดดำปล้ำกันไป
เหมือนเล่นไล่ตามละเมาะทุกเกาะเกียน”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

คำแทรกรถ – มีสัมผัสหนึ่งคู่ มีคำอื่นแทรกกลางสองคำ

“ยิ่งปลอบโยนโอนอ่อนยิ่งหลอนหลอก
แม้นไม่บอกโดยดีจะตีถาม
พลางโผโผนโจนโจมเสียงโครมคราม
เข้าไล่ตามคลุกคลีตีไปพลาง”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

“นางผีเสื้อเหลือแค้นแสนสาหัส
แต่ฉวยพลัดแพลงคลื่นลื่นไถล
อุตลุดผุดดำปล้ำกันไป
เหมือนเล่นไล่ตามละเมาะทุกเกาะเกียน”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

 ๒. การเล่นเสียงหนักเบา

วิกับ (วิกัป) – มีพยัญชนะออกเสียง อะ ครึ่งเสียงอยู่หน้าคำ

“ฝ่ายกุมารสินมุทรสุดวาท
ไม่ห่างบาทบิดาอัชฌาสัย
ความรักพ่อยิ่งกว่าแม่มาแต่ไร
ด้วยมิได้ขู่เข็ญเช่นมารดา”
                                                                  

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

หิรจักร – มีพยัญชนะออกเสียง อะ ครึ่งเสียงอยู่กลางคำ

“พระโอรสรู้แจ้งไม่แคลงจิต
รำคาญคิดเสียใจมิใคร่หาย
ด้วยแม่กลับอัลักษณ์เป็นยักษ์ร้าย
ก็ฟูมฟายชนาโศกาลัย”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

พหิรจักร (พาหิรจักร) – มีพยัญชนะออกเสียง อะ อยู่ท้ายคำ

  • :- ปรมัตถ, สุรีย,

สังขะ – มีพยัญชนะเดียวกันเรียงกันไปสองคำ (วิกับซ้อน)

           “สุครีพทูลทัดเฉลยไข                 ทุกทีหันัยน์
เสด็จด้วยหมู่เทวา”

(รามเกียรติ์ ตอน บทพากย์เอราวัณ)

วิสังขะ – มีพยัญชนะต่างกันเรียงกันไปสองคำ (วิกับต่างอักษร)

“จะกล่าวกลับจับความไปตามเรื่อง
ถึงบาทเบื้องปรเมศพระเชษฐา
องค์ภัยณีศรีโสภา
ตกยากอยู่คูหามาช้านาน”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

๓. การเล่นรูปและเสียงวรรณยุกต์

๓.๑ การเล่นรูปวรรณยุกต์

ละลอกทับ – ใช้คำมีรูปวรรณยุกต์เอกหรือโท ที่คำสุดท้ายของบทประพันธ์

“ผ่ายพวกผีที่อยู่ทิศทักษิณ
ครั้นได้ยินจึงแจ้งแถลงไข
เห็นเงือกพามนุษย์รีบรุดไป
ข้างทิศใต้แต่เมื่อคืนวานซืนนี้”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

ละลอกฉลอง – ใช้คำมีรูปวรรณยุกต์เอกหรือโท ที่ท้ายวรรครับหรือท้ายวรรครองของบทกลอน

“ข้านึกร้ายหมายจะตามก็ขามเด็ก
ด้วยลูกเล็กเหลือตัวไม่กลัวผี
เห็นจะไปได้ครันจนวันนี้
ด้วยท่วงทีรีบร้อนไม่นอนใจ”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

๓.๒ การเล่นเสียงวรรณยุกต์

เสียงวรรณยุกต์ของคำท้ายวรรคกลอน (ต่อมากลายเป็นลักษณะบังคับ)

วรรคสดับ ไม่นิยมคำที่มีเสียงสามัญ

“สินสมุทรมิได้กลัวกลับหัวร่อ
ลูกไม่ขอจากพระองค์อย่าสงสัย
แม้มารดามาตามจะห้ามไว้
พระรีบไปก่อนข้าอย่าปรารมภ์”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

วรรครับ ไม่ควรเป็นเสียงสามัญ นิยมเสียงจัตวา

“ฝ่ายผีเสื้อสมุทรไม่หยุดหย่อน
ครั้นลุยอ่อนอุตส่าห์ว่ายสายกระสินธุ์
กำลังน้อยถอยถดด้วยอดกิน
เจียนจะสิ้นชีวาในสาคร”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

 วรรครอง นิยมเสียงสามัญหรือตรี  (ไม่ควรเป็นเสียงเดียวกับวรรครับในบทนั้น)

“จึงตอบโต้โป้ปดโอรสราช
มิใช่ชาติยักษ์มารชาญสมร
เจ้าแปลกหรือคือนี่แลมารดร
เมื่อนั่งนอนอยู่ในถ้ำไม่จำแลง”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

วรรคส่ง ไม่ควรใช้เสียงจัตวา  นิยมใช้เสียงสามัญเป็นพื้น

“ฝ่ายนางอสุรีผีเสื้อน้ำ
ได้ยินคำโอรสนึกอดสู
เป็นห่วงผัวมัวแลชะแง้ดู
ไม่เห็นอยู่ด้วยกันนี่ฉันใด”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

เสียงวรรณยุกต์ในโคลง

คำที่เจ็ดบาทแรก คำที่ห้าบาทที่ ๒ หรือคำที่ห้าบาทที่ ๓ คำใดคำหนึ่งเป็นเสียงสูง

         “ภูบาลบำเหน็จให้                    โทษถนอม ใจนอ
พันไม่ยอมอยู่ยอม                             มอดม้วย
พระโปรดเปลี่ยนโทษปลอม              ฟันรูป แทนพ่อ
พันกราบทูลทัดด้วย                          ท่านทิ้งประเพณี”

(โคลงภาพพระราชพงศาวดาร)

คำจบบท นิยมใช้เสียงสามัญหรือเสียงจัตวาเท่านั้น

         “ภูมีปลอบกลับตั้ง                    ขอบรร ลัยพ่อ
จำสั่งเพชฌฆาตฟัน                           ฟาดเกล้า
โขนเรือกับหัวพัน                              เซ่นที่ ศาลแล
ศาลสืบกฤติคุณเค้า                           คติไว้ในสยาม”

(โคลงภาพพระราชพงศาวดาร)

 ๔. การเล่นเสียงพยัญชนะ

นิสัย (นิสสัย) – คำท้ายวรรคหน้าใช้พยัญชนะเสียงเดียวกับคำแรกของวรรคหลัง

“อสุรีผีเสื้อไม่เชื่อถ้อย
นึกว่าน้อยหรือตอแหลมาแก้ไข
แกล้งดับเดือดเงือดงดอดฤทัย
ทำปราศรัยเสียงหวานด้วยมารยา”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

นิสิต (นิสสิต) –คำท้ายวรรคหน้าใช้พยัญชนะเสียงเดียวกับคำที่สองของวรรคหลัง

“ถ้าแม้นแม่แต่แรกรู้กระนี้
ชนนีก็จะได้ไม่เที่ยวหา
นี่นึกแหนงแคลงความจึงตามมา
ไม่โกรธาทูนหัวอย่ากลัวเลย”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

๕. การเล่นคำ

ยมก – ใช้คำเดียวกันซ้ำสองครั้งติดกัน

“เมื่อวานนี้ตีข้าน้อยไปหรือ
ระบมมือเหมือนกระดูกลูกจะหัก
ซึ่งรักลูกลูกก็รู้อยู่ว่ารัก
มิใช่จักลืมคุณกรุณา”

(พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อ)

ยัติภังค์ – ใช้คำตัดพยางค์หน้าและพยางค์ท้ายอยู่ข้ามวรรคไป

        “อินทรชิตสถิตเหนือเอรา-            วัณทอดทัศนา
เห็นองค์พระลักษณ์ฤทธิรงค์”

(รามเกียรติ์ ตอน บทพากย์เอราวัณ)

๖. การใช้คำสร้อยหรือสร้อยคำ

๖.๑ คำสร้อยท้ายบาท

คำสองคำที่อยู่ตอนท้ายของบาทที่ ๑ และบาทที่ ๓ ของโคลงสี่ดั้นและโคลงสี่สุภาพ

         “พันท้ายตกประหม่าสิ้น              สติคิด
โดดจากเรือทูลอุทิศ                           โทษร้อง
พันท้ายนรสิงห์ผิด                             บทฆ่า เสียเทอญ
หัวกับโขนเรือต้อง                             คู่เส้นทำศาล”

(โคลงภาพพระราชพงศาวดาร)

 ๖.๒ คำสร้อยสลับวรรค

คำสองคำที่อยู่ท้ายวรรคทุกวรรคของร่ายโบราณ

“ม้าผกผันคลุกเคล้า   เข้ารุกรวนทวนแทง   รแรงเร่งมาหนา   ถึงพิมพิสารครราช พระบาทขาดคอช้าง  ขุนพลคว้างขวางรบ   กันพระศพกษัตริย์   หนีเมื้อเมืองท่านไท้ ครั้นพระศพเข้าได้   ลั่นเขื่อนให้หับทวาร   ท่านนา”

(ลิลิตพระลอ)

คำสองคำที่อยู่ท้ายวรรคทุกวรรค ยกเว้นสามวรรคสุดท้ายของร่ายสุภาพ

“เจ้าเผือเหลือแผ่นดิน นะพี่ หลากระบิลในแหล่งหล้า นะพี่ บอกแล้วจะไว้หน้าแห่งใด นะพี่ ความอาย ใครช่วยได้ นะพี่ อายแก่คนไสร้ท่านหัว นะพี่ แหนงตัวตายดีกว่า นะพี่ สองพี่อย่าถามเผือ นะพี่ เจ็บเผื่อเหลือแห่งพร้อง โอเอ็นดูรักน้อง อย่าซ้ำจำตาย หนึ่งรา”

(ลิลิตพระลอ)

 

อ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๔). หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย “วรรณคดีวิจักษ์”
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๒. 
พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว.

กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๖). หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐานภาษาไทย “วรรณคดีวิจักษ์”
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓. 
พิมพ์ครั้งที่สี่. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ สกสค. ลาดพร้าว.

 

อาญาใจสอง วันทองใช่สองใจ

            ความรักเป็นเรื่องที่ใครหลายคนหลงใหล และแสวงหา เพื่อให้ได้มาครอบครอง หากแต่รักนั้นจะสมบูรณ์หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับความตกลงปลงใจของอีกฝ่าย ที่จะรับรัก หรือทิ้งรักไว้ลงตรงที่ใดที่หนึ่งของระยะทาง ที่ไม่อาจนำรักนั้นร่วมเดินทางไปด้วยกันได้ แต่ในบางขณะของความรักกลับเป็นสิ่งที่หอมหวาน กลายเป็นที่หมายปองของใครหลายคน จนนำมาสู่ความเศร้า และการสูญเสียหญิงสาวคนหนึ่ง หญิงสาวที่ทุกคนต่างกล่าวหาว่า… เธอคือต้นเหตุ!

            “ขุนช้างขุนแผน” วรรณคดีเรื่องหนึ่งที่ใครหลายคนคงเคยได้ยินชื่อ และติดหูมาเมื่อครั้งสมัยเป็นนักเรียน วรรณคดีเรื่องนี้แม้จะมีการสอดแทรกคติความเชื่อ ไสยศาสตร์ สงครามและการต่อสู้ แต่ยังเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่ใครหลายคนยังจดจำวรรณคดีเรื่องนี้ได้อยู่นั้น น้ำหนักสำคัญเป็นเรื่องของความรัก ความรักของหญิงหนึ่งชายสองที่ฝ่ายชายต่างยื้อแย่งกันเพื่อให้ได้มาซึ่งการครอบครองในตัวของนางวันทอง แต่ใดเล่าเธอถูกประณามเป็นหญิงสองใจ

            หยุดประณามฉัน ว่าวันทองสองใจเสียที ตกที่นั่งนี้ ใครจะรู้ถ้าไม่ลองเป็นฉัน ลำบากแค่ไหน ที่ต้องเลือกต้องทำแบบนั้น ไม่เลือกก็โดนลงทัณฑ์ ต้องโทษประหารอาญาสองใจ

หรือแท้จริงแล้วนางวันทองเป็นหญิงสองใจ!

            อาญาสองใจ คงเป็นตราบาปที่ปักลึกเข้าไปตรงหัวอกของนางวันทองในข้อหาที่นางนั้น ไม่สามารถแก้ต่างให้กับตัวเอง ด้วยเรื่องราวนี้หลังจากที่ขุนแผนได้ลักพานางวันทองหนีไปจากเรือนของขุนช้าง ขุนช้างเกิดความรู้สึกอดรนทนไม่ได้ เข้าถวายเรื่องแก่พระพันวษาหวังให้พระพันวษาตัดสินคดีความเรื่องนี้ให้จบสิ้น โดยเรียกผู้ต้องหาทั้งหมดเข้าเฝ้า อันมีขุนช้าง, ขุนแผน, จมื่นไวย ผู้เป็นบุตรชาย และผู้ต้องหาคนสุดท้ายที่เป็นชนวนสำคัญของเรื่องนี้นางวันทอง โดยพระพันวษาได้ตัดสินคดีความนี้ด้วยพระองค์เอง ให้นางวันทองเป็นผู้ตัดสินใจเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ดังกลอนบทนี้

          ๏ ความรักขุนแผนก็แสนรัก        ด้วยร่วมยากมานักไม่เดียดฉันท์

สู้ลำบากบุกป่ามาด้วยกัน                     สารพันอดออมถนอมใจ

 ขุนช้างแต่อยู่ด้วยกันมา                     คำหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่

เงินทองกองไว้มิให้ใคร                       ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว

จมื่นไวยเล่าก็เลือดที่ในอก                  ก็หยิบยกรักเท่ากันกับผัว

ทูลพลางตัวนางระเริ่มรัว                     ความกลัวพระอาญาเป็นพ้นไป ฯ 

            หรือในคำตอบนั้น นางได้เลือกแล้ว! หากแต่คำตอบนี้ไม่เป็นที่พอพระทัย…

            นางวันทองจึงถูกตัดสินด้วยโทษประหาร ข้อหาที่สังคมประณามเป็นหญิงใจสองไร้สิทธิเหลือเพียงแต่เสียงร่ำไห้นองน้ำตาที่ไม่อาจแก้ข้อกล่าวหา ว่านางเลือกคำตอบไว้อย่างชัดเจน

            หากลองมาคิดพินิจดูในคำตอบของนางวันทองนั้น จากกลอนบทแรก

             ๏ ความรักขุนแผนก็แสนรัก    ด้วยร่วมยากมานักไม่เดียดฉันท์

สู้ลำบากบุกป่ามาด้วยกัน                    สารพันอดออมถนอมใจ 

            นั่นคือคำตอบของนางวันทอง ขุนแผนคือชายคนแรก และชายคนเดียวที่นางเลือกเป็นคู่ครองโดยการย้ำน้ำหนักของคำรักว่า “แสนรัก” การเผชิญความลำบาก เหนื่อยยากมาด้วยกัน ดูแลทุกข์ และสุขในหัวใจของกัน และกัน

            และความรักของขุนช้างเล่า ไฉนถึงไม่เรียกว่าความรัก

            ๏ ขุนช้างแต่อยู่ด้วยกันมา        คำหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่

เงินทองกองไว้มิให้ใคร                       ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว 

            หากแต่ความรักของขุนช้างนั้น เป็นความรักที่เรียกว่า “กตัญญู” รักในฐานะของผู้มีพระคุณ ดูแล และเลี้ยงดูตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งจิตใจที่ไม่เคยทำให้นางวันทองต้องหมองเศร้าระคายใจ ทั้งสิ่งของเครื่องใช้ภายในที่ดูแลปรนนิบัตินางวันทองชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม

            ส่วนจมื่นไวยนั้นคงหนีไม่พ้นเลือดในอก ในสายสัมพันธ์ของความเป็นแม่ที่ไม่ว่าระยะทางจะไกลสุดขอบฟ้า ก็ไม่อาจตัดรักสายสัมพันธ์นี้ให้ขาดเสีย ดังกลอนคำตอบของนางวันทอง

          ๏ จมื่นไวยเล่าก็เลือดที่ในอก   ก็หยิบยกรักเท่ากันกับผัว

หากคำตอบของนางวันทองเป็นเช่นนี้… ควรแล้วหรือในโทษประหาร!

ไม่ได้สองใจ เจ็บแค่ไหนคำคนประณาม เบื่อกับคำถาม ที่วนเวียนว่าจะเลือกใครยอมให้ประหาร ดีกว่าตอกย้ำให้มันปวดใจ ไม่ขอเลือกใครได้ไหม ปล่อยให้ฉันตายคงจบบทรัก

            เมื่อนางวันทองไม่ได้สองใจ หากแต่แล้วใครเล่าที่ใจสอง และยื้อยุดฉุดลากพาเธอหนี เหมือนเธอเป็นเพียงสิ่งของที่ใครหมายปองก็ยื้อแย่งไป

หนึ่งใจก็รัก ขุนแผนพี่คือที่หนึ่ง ขุนช้างก็ซึ้ง คอยดูแลไม่เคยจากไป อุบายก่อนนั้นเคยฉุดรั้งยื้อฉันเอาไว้ ขุนแผนก็แสนหลายใจ เคียงข้างกายมีใครหลายคน

            ลองมองย้อนกลับ ทิ้งน้ำหนักไปที่ฝ่ายชาย ขุนแผนที่นางเลือก ก็หาใช่มีนางวันทองเพียงคนเดียว เพียงเพราะต้องการจึงตามหานางวันทอง เพียงเพราะอยากครอบครอง จึงยื้อยุดลักพานางไป

            แล้วสิ่งนี้ เขาเรียกว่าความรักกระนั้นหรือ?

            ความรักที่ทุกคนต่างต้องการครอบครอง โดยไม่คำนึงถึงหัวอกของนางวันทองเสียเลยความรักที่ทำร้ายทั้งจิตใจ และร่างกายของฝ่ายหญิง คร่าชีวิต และสร้างตราบาปให้นางวันทองที่ยังคงปักอกของนางไว้จนถึงทุกวันนี้

เคยมองเห็นคุณค่ากันบ้างไหม เคยนึกถึงหัวใจฉันบ้างไหม ยื้อแย่งกันไป ฉุดกายฉันเหมือนไม่ใช่คน เป็นหญิงแค่ใคร่อุ่นอิงหนึ่งรัก ยากนักไม่ได้ดั่งใจสักหน สูญเสียความเป็นตัวตน ต้องทนอีกนานเท่าไร 

            อีกนานเท่าไหร่ใครจะรู้ ข้อกล่าวหาที่นางวันทองหาใช่ฝ่ายผิดจะถูกลบเลือนไป เลือนไปจากหน้าหนึ่งของสังคม แม้ในวันนี้โศกนาฏกรรมแห่งความรักเรื่องนี้ ปิดฉากลงไปแล้วแต่ยังส่งกลิ่นไอของความรักที่ใครหลายคนควรมองย้อนกลับมาดูที่ตัวเอง ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เราหลายคนต่างเรียกว่าความรัก เราเข้าใจสิ่งนั้นดีแล้วหรือยัง

          ว่ารักคือ “ครอบครอง” หรือว่ารักสิ่งที่เรียกว่า “หัวใจ”

 

อ้างอิง

พระสุนทรโวหาร (ภู่) (2555, หน้า 668). เสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณคาร.

เนื้อเพลงอาญาสองใจ คำร้อง/ทำนอง: มินตรา ธุระยศ เรียบเรียง: อีส ขอนแก่น, แม็กซ์ ขอนแก่น