ทำไมต้องมีภาษา?

        คำว่า ภาษา มาจากศัพท์สันสกฤต แปลว่า  กล่าว  พูด  บอก

        พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ให้ความหมายของภาษาว่า  ” ถ้อยคำที่ใช้พูดหรือเขียนเพื่อสื่อความของชนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเช่น ภาษาไทย ภาษาจีน หรือเพื่อสื่อความเฉพาะวงการ เช่น ภาษาราชการ ภาษากฎหมาย ภาษาธรรม; เสียง ตัวหนังสือ หรือกิริยาอาการที่สื่อความได้ เช่น ภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาท่าทาง ภาษามือ;(โบ) คนหรือชาติที่พูดภาษานั้น ๆ เช่น มอญ ลาว ทะวาย นุ่งห่มและแต่งตัวตามภาษา. (พงศ. ร. ๓); (คอม) กลุ่มของชุดอักขระ สัญนิยมและกฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นเพื่อสั่งงานคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษาซี ภาษาจาวา; โดยปริยายหมายความว่าสาระ, เรื่องราว, เนื้อความที่เข้าใจกัน,เช่น ตกใจจนพูดไม่เป็นภาษา เขียนไม่เป็นภาษา ทำงานไม่เป็นภาษา”

        เพราะฉะนั้น “ภาษา” คือ สิ่งสมมุติที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์ในการสื่อความหมาย ซึ่งแต่ละชาติแต่ละกลุ่มคนย่อมมีสัญลักษณ์ทางภาษาที่แตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับการตกลง ยอมรับ ของแต่ละกลุ่มแต่ละชนชาตินั้นๆ

        ประเภทของภาษา

                ประเภทภาษา  แบ่งตามลักษณะการสื่อสารได้ ๒ ประเภท  ได้แก่

                ๑. วัจนภาษา คือ ภาษาที่ใช้ถ้อยคำในการสื่อสาร ได้แก่ ภาษาพูด และภาษาเขียน

                ๒. อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่ใช้ถ้อยคำในการสื่อสาร ได้แก่ ภาษาท่าทาง ภาษาหน้าตา ภาษามือ และภาษาสัญลักษณ์

                       

                ประเภทภาษา  แบ่งตามวิธีการรับสาร ได้ ๓ ประเภท ได้แก่

                ๑. จักษุภาษา หมายถึง  ภาษาที่ใช้สื่อสารด้วยตาเป็นเครื่องสังเกตความหมาย  เช่น  ตัวหนังสือ  การสื่อความหมายด้วยการดู  สัญญาณต่าง ๆ  ที่รับรู้ได้ด้วยการเห็น

                .โสตภาษา  หมายถึง ภาษาที่ต้องใช้หูฟัง  หรือการได้ยิน  เช่น  เสียงพูด  โทรศัพท์  วิทยุ  แตรรถยนต์  ฯลฯ

                ๓. สัมผัสภาษา  หมายถึง ภาษาที่ต้องใช้ความรู้สึกสัมผัสเป็นสำคัญ  เช่น ตัวหนังสือของคนตาบอด (อักษรเบรลล์)

        

       มูลเหตุที่ภาษาเกิดขึ้น 

                ๑. การเลียนเสียงธรรมชาติ (เสียงและความหมายมีความสัมพันธ์กัน) คือ เสียงที่เลียนเสียงตามธรรมชาติจนเข้าใจและมีความหมายตรงกัน จึงเกิดเป็นภาษาขึ้น  เช่น

                                เสียงร้องของสัตว์  – ตุ๊กแก  อึ่งอ่าง  แมว  กาเหว่า  แพะ  ฯลฯ

                                เสียงธรรมชาติ – เปรี้ยง   ครืน ๆ   ซ่า ๆ   ซู่ ๆ  แปะ ๆ  ฯลฯ

                                เสียงของวัตถุ  –  ปัง  โครม  ฉิ่ง  ฉาบ  เพล้ง  ตูม ฯลฯ

                                เสียงของเด็กทารก  –  หม่ำๆ อ้อแอ้ๆ  แว้ๆ ฯลฯ

                ๒. เกิดจากเสียงอุทานที่เปล่งออกมาในชณะที่เกิดความรู้สึกต่างๆ ได้แก่  โอ๊ย  (เจ็บ) , ฮือ ๆ (เสียใจ)  , ฮ่า ๆ  ฮา ๆ  ฮิ ๆ (ดีใจ) , ว้าย(ตกใจ) , เฮ้ย(แปลกใจ) ฯลฯ

                ๓. เกิดจากการเปล่งเสียงในขณะที่ทำงานร่วมกัน เช่่น ฮุยเลฮุย , ฮึดฮื่อฮึด ฯลฯ

                ๔. เสียงและความหมายเกิดจากข้อตกลงระหว่างผู้พูดและผู้ฟังของคนแต่ละกลุ่มแต่ละพวก  (การสมมุติขึ้น)  การเกิดของเสียงในลักษณะนี้มีมากที่สุดในทุกภาษา  และเป็นสาเหตุทำให้ภาษาแต่ละภาษามีความแตกต่างกัน  เช่น

                                คำเรียก  “บ้าน” ( ไทย ) , อุจิ(ญี่ปุ่น) , เมซอง( ฝรั่งเศส) , ฉู่(จีนแต้จิ๋ว)

                                คำที่กำหนดขึ้นใช้บางคำอาจตรงกันโดยบังเอิญ  เช่น ไฟ(ไทย) –  fire(อังกฤษ)  , ทองคำ(ไทย) –  Tangam ( /ทังคำ/ ทมิฬ)

 

ใส่ความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

บลอกที่ WordPress.com .

%d bloggers like this: