หน่วยเสียงในภาษาไทย

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายคำว่า “เีสียง” ว่า “สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยหู เช่น เสียงฟ้าร้อง เสียงเพลง เสียงพูด” ความหมายแรกหมายถึงเสียงอะไรก็ได้ที่เป็นเสียงธรรมชาติ ความหมายที่สอง หมายถึง เสียงพูดของมนุษย์ โดยเฉพาะเสียงที่ใช้ติดต่อสื่อสารกัน เสียงพูดเกิดจากลมที่เคลื่อนที่ผ่านปอด ผ่านหลอดลม ลำคอ กล่องเสียง ช่องปาก จมูก เพดาน ปุ่มเหงือก ลิ้น ฟัน ริมฝีปาก

เสียงในภาษาไทย มี ๓ ชนิด คือ
๑. เสียงแท้ หรือ เสียงสระ
๒.เสียงแปร หรือ เสียงพยัญชนะ
๓.เสียงดนตรี หรือ เสียงวรรณยุกต์

คุณสมบัตินักเขียน

๑. ช่างสังเกตจดจำ นักเขียนที่ดีนั้นต้องสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว คอยเก็บเกี่ยวข้อมูลแวดล้อมที่น่าสนใจ และสามารถนำสิ่งเหล่านั้นออกมานำเสนอต่อผู้อ่านในมุมมองที่แปลกใหม่ หรืออาจเป็นเพียงมุมมองเดิม ๆ แต่นำเสนอด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ก็ทำให้งานเขียนชิ้นนั้นสร้างออกมาด้วยดีได้ และประทับใจผู้อ่านได้เป็นอย่างดี

๒. ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ไม่ใช่ทุกคนที่เรียนเก่ง ได้เกรดดี ๆ จะเป็นนักเขียนที่ดีได้ มีสิ่งหนึ่งที่ส่งผลให้เป็นนักเขียนที่ดีนั้น มาจากการเรียนรู้อยู่เสมอ ไม่หยุดอยู่กับที่ ไม่หยุดอยู่กับยุคสมัย ขยันตั้งใจเพิ่มเติมความรู้ให้เพิ่มพูนอยู่เรื่อย ๆ เก็บเกี่ยวข้อมูลต่าง ๆ และนำข้อมูลเหล่านั้นมานำเสนอ เพื่อให้เป็นผู้ที่รู้จริง นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง และนำกลวิธีต่าง ๆ ทำให้งานเขียนนั้นน่าสนใจ

๓. ช่างซัก ช่างถาม  การเป็นคนช่างพูด ช่างถามนั้น ไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดใดใด เพราะบางครั้งเมื่อไม่รู้ข้อมูล ควรรีบถาม อย่าปล่อยให้ข้อมูลนั้นผ่านเลยไป นักเขียนที่ดีควรต้องรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และชัดเจน ไม่ควรนำเสนอข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ จากแหล่งข้อมูลเชื่อถือไม่ได้ และเมื่อจะเขียนข้อมูลใดใด นักเขียนผู้นั้นควรต้องรู้ข้อมูลนั้นเป็นอย่างดี และถูกต้องด้วย

๔. มีความสามารถเชิงวรรณศิลป์ สิ่งนี้เป็นข้อดีประการหนึ่งที่ช่วยทำให้งานเขียนมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น วรรณศิลป์เป็นตัวช่วยยกคุณค่าของงานเขียนให้สูงขึ้นจากงานเขียนธรรมดา ๆ โดยผู้เขียนแต่ละคนมักมีจุดเด่นในเชิงวรรณศิลป์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนถนัดอย่างหนึ่งก็สามารถใช้ศิลปะเหล่านั้นปรากฏอยู่ในงานเขียนได้อย่างแพรวพราว และไม่ดูรกรุงรัง ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดจุดเด่น และแบบแผนเฉพาะตัวของนักเขียนแต่ละท่านที่แตกต่างกันออกไป

๕. มานะอดทน แน่นอนว่านักเขียนทุกคนไม่ได้โด่งดังในแวดวงวรรณกรรมได้ เพียงหนังสือเล่มแรก เพียงเล่มเดียว นักเขียนทุกท่านล้วนผ่านการคัดกรองจากผู้อ่าน จนได้รับการยอมรับ
ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นต้องการเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ขึ้นอยู่กับความสามารถ และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่คอยส่งเสริม หรือในบางครั้ง บางสถานการณ์ นักเขียนอาจเป็นเพียงกำแพงหนึ่งที่ได้รับการปะทะจากสิ่งต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นแวดวงวรรณกรรม หรือทิศทางอำนาจต่างๆ ที่งานเขียนนั้นส่งผลกระทบไป และในบางครั้งแนวความคิดที่ล้ำหน้าเกินไปอาจทำให้นักเขียนไม่เจริญงอกงามในเส้นทางสายนี้ ซึ่งสักวันหนึ่งจะได้รับการยอมรับ ถ้าไม่ยอมแพ้จนถึงขั้นวางปากกาไปเสียก่อน

๖. เป็นผู้ฟังที่ดี มีใจเป็นกลาง การเป็นผู้ฟังที่ดีนั้น ทำให้นักเขียนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ ไม่อยู่เพียงแต่ในกรอบความคิดตัวเอง ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ แล้วเก็บรายละเอียดเหล่านั้นมาถ่ายทอดด้วยกระบวนทางความคิดของตนเอง

๗. มีจินตนาการ  งานเขียนที่ดีนั้นนอกจากจะต้องประกอบด้วยหลาย ๆ สิ่งมารวมกันแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้อย่างยิ่งนั้น คือ “จินตนาการ” เคยมีคำกล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ก็เห็นอยู่ว่าจริง มีนักเขียนที่ดีหลายท่านนำจินตนาการมาผูกเข้ากับงานเขียนทำให้เกิดความแปลกใหม่ น่าตื่นตาตื่นใจ และน่าอ่าน จินตนาการที่ไม่รู้จบอย่างมีขอบเขต

๘. เป็นตัวของตัวเอง การมีอคติของนักเขียน ทำให้งานเขียนชิ้นนั้น ไม่น่าอ่านเอาเสียเลย ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับภูมิหลังของผู้อ่านเป็นสำคัญด้วย งานเขียนใดที่ผู้เขียนมีอคติไปเสียแล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับกระดาษทิชชู่เมื่อโดนน้ำ เมื่อมันแห้ง คงจะแข็ง และใช้ทำอะไรไม่ได้อีก นอกจากย่อยสลายไปตามเวลา

๙. รักงานเขียน ข้อนี้ข้าพเจ้าไม่ขออธิบาย ลองถามใจของท่านผู้อ่านดูเถิดว่าท่านคิดเห็นอย่างไร

สุดท้ายนี้ หากนักเรียนทุกคนปฏิบัติครบทั้ง ๙ ข้อได้สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่านักเรียนจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากการฝึกฝนจนชำนาญ เราไม่หว่านแหจับปลา แต่เมื่อเราพุ่งฉมวก เราต้องได้ปลา เพราะดินสอเขาไม่ใช่วัดกันที่ความแหลมคม แต่วัดที่การนำไปใช้

Categories: หน่วยเสียงในภาษาไทย | 3 ความเห็น

เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทย

       เสียงวรรณยุกต์นั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “เสียงดนตรี” ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ในภาษาไทย เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ ซึ่งภาษาส่วนใหญ่ในโลกนี้ ภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์นั้นมีอยู่ไม่กี่ภาษาทั่วโลก

       เสียงวรรณยุกต์นั้นมี ๔ รูป  ๕ เสียง ได้แก่  เสียงสามัญ(ไม่มีรูป) , เสียงเอก (  ่ ) , เสียงโท (  ้ ) , เสียงตรี (   ๊ ) และเสียงจัตวา (  ๋ )

 

ลักษณะของเสียงวรรณยุกต์ หรือเสียงดนตรี มีดังนี้

       ๑. เป็นเสียงที่มีระดับเสียงสูงเสียงต่ำ เหมือนเสียงดนตรี

       ๒. เสียงวรรณยุกต์ทำให้ความหมายของคำแตกต่างกันออกไป เช่น ปา ป่า ป้า , เสือ เสื่อ เสื้อ , มุง มุ่ง มุ้ง เป็นต้น

       ๓. เสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงก้อง เพราะเกิดจาการสั่นสะเทือนของเส้นเสียง ถ้าเส้นเสียงสั่นสะเทือนมากจะมีเสียงสูง แต่ถ้าเส้นเสียงสั่นสะเทือนน้อยจะมีเสียงต่ำ

       ๔. เสียงวรรณยุกต์มี ๕ เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา โดยมี ๔ รูป

 

***หมายเหตุ***

       ๑. คำที่ใช้ในภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์เสมอแม้จะไม่มีรูปวรรณยุกต์กำกับก็ตาม เช่น วัด – งัด – เละ (เสียงตรี) , ปราชญ์ – ฉัตร – หูด (เสียงเอก) , ขา – แหวน – หาย (เสียงจัตวา)

       ๒. คำที่เราทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ บางทีเราออกเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกับรูปเขียน เช่น เมตร (เม้ด) , คอมพิวเตอร์ (คอมพิ้วเตอร์) เป็นต้น

       ๓. หากพยัญชนะต้นเป็นอักษรต่ำ เสียงวรรณยุกต์จะสูงกว่ารูปวรรณยุกต์ที่กำกับอยู่ ๑ ขั้นเสียง หรือเรียกอีกอย่างว่า “เสียงเกินรูป”  โดยปกตินั้นเวลาเจอข้อสอบ ถ้าวรรณยุกต์ไม่ตรงกับรูปก็เกินรูปแค่นั้น  เ่ช่น ฟ้า (รูปโท  เสียงตรี) , ค่ำ (รูปเอก  เสียงโท) , ล่อง (รูปเอก  เสียงโท) เป็นต้น

Categories: หน่วยเสียงในภาษาไทย | ใส่ความเห็น

เสียงพยัญชนะไทย

        เสียงพยัญชนะ หรือ เสียงแปร เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอแล้วถูกสกัดกั้นจากฐานต่างๆ จนเกิดเป็นเสียงก้องและเสียงไม่ก้อง

        ลักษณะของและหน้าที่ของเสียงแปร หรือ เสียงพยัญชนะ มีดังนี้

        ๑. เป็นเสียงที่เกิดจากลมบริเวณเส้นเสียงผ่านออกมาทางช่องว่างระหว่างเส้นเสียงแล้วกระทบกับอวัยวะต่างๆ ในช่องปากที่เรียกว่า “ฐานกรณ์” เช่น ริมฝีปากกับฟัน ฟันกับปุ่มเหงือก เป็นต้น

        ๒. มีทั้งเสียงก้องและเสียงไม่ก้อง

        ๓. พยัญชนะไม่สามารถออกเสียงตามลำำพังได้ต้องอาศัยเสียงสระช่วยจึงจะสามารถออกเสียงได้ เ่ช่น ใช้สระออช่วยออกเสียง ได้แก่ กอ ขอ คอ งอ เป็นต้น

        ๔. เสียงพยัญชนะสามารถปรากฎที่ต้นคำ โดยนำหน้าเสียงสระเรียกว่า “พยัญชนะต้น” และ ปรากฎหลังคำ โดยอยู่หลังเสียงสระเรียกว่า “พยัญชนะสะกด” หรือ “พยัญชนะท้าย”

        พยัญชนะไทย มี ๒๑ เสียง ๔๔ รูป ดังนี้

                ลักษณะของเสียงพยัญชนะ จำแนกได้ดังนี้

        หน่วยเสียงพยัญชนะต้น แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

๑.  เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว หมายถึง หน่วยเสียงพยัญชนะที่เป็นพยัญชนะต้นของพยางค์ ซึ่งมี ๒๑ เสียง ๔๔ รูป ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

๒. เีสียงพยัญชนะต้นประสม หมายถึง หน่วยเสียงที่มีพยัญชนะสองตัวประสมอยู่โดยใช้สระตัวเดียวกันร่วมกัน

                ๒.๑ อักษรควบ คือ พยัญชนะต้นสองตัวประสมกับสระตัวเดียวกัน โดยพยัญชนะตัวหลังจะเป็น  ร  ล  ว  เวลาออกเสียงเป็นพยางค์เดียวกัน เช่น ครบเครื่อง พลัด กวาง เป็นต้น  อักษรควบแบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ

                        ๒.๑.๑ อักษรควบแท้ คือ พยัญชนะตัวหน้ากับพยัญชนะตัวหลังออกเสียงควบกล้ำกันสนิทเป็นพยางค์เดียว ในภาษาไทย มีทั้งสิ้น ๑๑ เสียง ๑๕ รูป ดังนี้

                        คำควบกล้ำที่ไทยไม่มีใช้ แต่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาอังกฤษและนำมาใช้  มี ๖ เสียง

                                /บร/  เบรก  บรั่นดี  บรอนซ์                      /บล/  บลูส์  บล็อก  เบลอ

                                /ดร/ ดรัมเยอร์  ดรีม  ดราฟต์                  /ฟร/  ฟรี  ฟรักโทส

                               /ฟล/  แฟลต  ฟลุต                                   /ทร/  แทรกเตอร์  ทรัมเป็ต

                        หมายเหตุ   “ทร” นั้นไม่ใช่อักษรควบแท้ เพราะไม่มีใช้ในภาษาไทย แต่เป็นคำที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสันสกฤต เช่น อินทรา, จันทรา, นิทรา เป็นต้น

                        ๒.๑.๒  อักษรควบไม่แท้ คือ พยัญชนะที่ควบกับพยัญชนะตัว  “ร”   แต่ออกเสียงเหมือนพยัญชนะต้นเดี่ยว เช่น จริง ไซร้  สร้าง  เศร้า เป็นต้น

                                ๒.๑.๒.๑ พยัญชนะต้นสองตัว ประสมกับสระตัวเดียวกัน โดยพยัญชนะตัวหลังเป็น ร เวลาออกเสียง จะออกเสียงเฉพาะเสียงพยัญชนะตัวหน้าเพียงตัวเดียว เช่น

                                                จร        –        จริง                                สร        –        สรวง , สร้าง , เสร็จ

                                                ซร       –        ไซร้                                ศร        –        เศร้า

                                ๒.๑.๒.๒ “ทร”  ออกเสียงเป็น “ซ” เ่ช่น ทรุดโทรม  ,  ทราย  ,  ทราม , อินทรี  เป็นต้น

        ๒.๒ อักษรนำ  คือ  พยัญชนะสองตัวประสมกัน ใช้สระตัวเดียวกันร่วมกัน เวลาออกเสียงจะต้องผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า แบ่งออกตามวิธีการออกเสียงได้ ๒ ชนิด คือ

                ๒.๒.๑ ออกเสียง ๑ พยางค์

                        –  “อ”  นำ  “ย”  มีอยู่ ๔ คำ คือ  อย่า , อยู่ , อย่าง , อยาก

                        –  “ห”  นำอักษรต่ำเดี่ยว ( ง  ญ  ย  น  ณ  ม  ร  ล  ว  ฬ ) เช่น  หงอน , หนัง , หนา , หรือ , หลาน เป็นต้น

                        *** จะสังเกตได้ว่า  เสียงวรรณยุกต์จะผันไปตามตัวนำ ยกตัวอย่างเช่น

                                “อย่า”  แยกได้ อ่า – ย่า  “อ่า” จะมีเสียง เอก แต่ “ย่า” มีเสียง โท  แต่คำว่า “อย่า” เป็นเสียงเอก

                                “หงอน” แยกได้  หอน – งอน “หอน” มีเสียงจัตว แต่ “งอน” จะมีเสียงสามัญ แต่คำว่า “หงอน” เป็นเสียงจัตวา

                ๒.๒.๒. ออกเสียง ๒ พยางค์

                        – อักษรสูง(ผ  ฝ  ถ  ฐ  ข  ฃ  ส  ศ  ษ  ห  ฉ) นำอักษรต่ำเดี่ยว( ง  ญ  ย  น  ณ  ม  ร  ล  ว  ฬ ) จะออกเสียงพยางค์ต้นเป็นสระ “อะ” กึ่งเสียง  ออกเสียงพยางค์หลังเหมือน ห นำ ผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า  เช่น  ไสว , สมอง , ขนม , ถนน , ผงาด เป็นต้น

                        – อักษรกลาง( ก  จ  ด  ต  ฎ  ฏ  บ  ป  อ ) นำอักษรต่ำเดี่ยว ( ง  ญ  ย  น  ณ  ม  ร  ล  ว  ฬ ) จะออกเสียงพยางค์ต้นเป็นสระ “อะ” กึ่งเสียง  ออกเสียงพยางค์หลังเหมือน ห นำ ผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า  เช่น  โตนด , ตลาด ,ปรอท , จรวด เป็นต้น

                        หมายเหตุ          อักษรสูง หรือ อักษรกลาง นำ อักษรต่ำคู่ ไม่นับว่าเป็นอักษรนำ เพราะเวลาผัน ไม่ผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า เช่น  ไผท , เผดียง , เสบียง , ถกล , ผกา  เป็นต้น เรียกคำเหล่านี้ว่า  “คำเรียงพยางค์”  ไม่ใช่  “อักษรนำ”

Categories: หน่วยเสียงในภาษาไทย | ใส่ความเห็น

เสียงสระในภาษาไทย

        “เสียงสระ” หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า “เสียงแท้” เพราะเป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอโดยตรง  โดยไม่ถูกสกัดกั้นในฐานใดๆ แต่มีการเปลี่ยนแปลงระดับของลิ้นและรูปริมฝีปาก ทำให้ลมกระทบฐานเพียงเล็กน้อยลมผ่านเส้นเสียงทำให้เป็นเสียงสั่นสะเทือนเกิดเป็นเสียงก้อง

        ลักษณะและหน้าที่ของเสียงแท้ หรือเสียงสระ มีดังนี้

        ๑. เป็นเสียงที่ลมผ่านออกมาได้โดยสะดวก  ไม่ถูกอวัยวะในปากกักทางลม

        ๒. อวัยวะที่ช่วยให้เสียงสระต่างกัน ได้แก่  ลิ้นและริมฝีปาก

        ๓. เสียงสระออกเสียงได้ยาวนาน

        ๔. เสียงสระทุกเสียงเป็นเสียงก้อง เส้นเสียงจะสั่นสะเทือน

        ๕. เสียงสระมีทั้งเสียงสั้นและยาว

        ๖. เสียงสระเป็นเสียงที่ช่วยให้พยัญชนะออกเสียงได้  เพราะเสียงพยัญชนะต้องอาศัยเสียงสระเสมอจึงจะออกเสียงได้

 

        รูปสระ และเสียงสระ

                รูปสระ เป็นอักษรหรือเครื่องหมายที่เขียนขึ้นเพื่อแทนเสียงสระ โดยใช้เขียนโดดๆ หรือใช้เขียนประสมกับรูปสระอื่นเพื่อให้เกิดสระใหม่ มี ๒๑ รูปดังนี้

                เสียงสระ แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด

        ๑. สระเดี่ยว หรือ สระแท้ มีทั้งหมด ๑๘ เสียง ซึ่งได้แสดงในตารางสรุปลักษณะของสระเดี่ยว ดังนี้

        ๒. สระประสม หรือ สระเลื่อน คือการประสมเสียงสระแท้ ๒ เสียงเข้าด้วยกัน

 

 

        ๓. สระเกิน ได้แก่ สระที่มีเสียงซ้ำกับสระแท้แต่มีเสียงพยัญชนะประสมอยู่ มี ๘ เสียง คือ

        หน้าที่ของสระ

                สระจะช่วยทำให้พยัญชนะออกเสียงได้ โดยเขียนไว้ได้รอบพยัญชนะ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน ด้านล่าง (พยัญชนะจะออกเสียงไม่ได้ถ้าไม่สระประสมอยู่) เช่น

                        ด้านหน้าพยัญชนะ                เ        แ

                        ด้านหลังพยัญชนะ                ะ        า

                        ด้านบนพยัญชนะ                    ิ        ี        ึ        ื        ั        ็        ่           

                        ด้านล่างพยัญชนะ                  ุ        ู

       

        ข้อสังเกตเกี่ยวกับสระ

                ๑. รูปสระบางรูปไม่ออกเสียง เช่น ขัดสมาธิ (อ่าน ขัด – สะ – หมาด) ไม่ออกเสียงสระอิ

                ๒. เสียงสระอาจไม่ตรงกับรูปสระ บางคำรูปสระเสียงสั้น แต่เมื่ออยู่ในบริบทต้องออกเีสียงยาว บางรูปออกเสียงยาว แต่เมื่ออยู่ในบริบทต้องออกเสียงสั้น เช่น        น้ำ  :  สีน้ำเงิน (อ่าน น้ำ เสียงสั้น)        น้ำดื่ม (อ่าน น้าม เสียงยาว)

                ๓. เสียงสระสั้น สระยาวของเสียงสระแท้ สามารถแยกความหมายของคำให้แตกต่างกันได้ เช่น กับ – กาบ, มิด – มีด, อึด – อืด เป็นต้น

                ๔. ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ อำ ใอ ไอ เอา เป็นสระเกิน คือ สระที่มีเสียงพยัญชนะประสมอยู่ด้วย ดังนั้นสระเกินเหล่านี้จึงไม่สามารถมีตัวสะกดได้

 

Categories: หน่วยเสียงในภาษาไทย | ใส่ความเห็น

บลอกที่ WordPress.com .