อาญาใจสอง วันทองใช่สองใจ

            ความรักเป็นเรื่องที่ใครหลายคนหลงใหล และแสวงหา เพื่อให้ได้มาครอบครอง หากแต่รักนั้นจะสมบูรณ์หรือไม่ ล้วนขึ้นอยู่กับความตกลงปลงใจของอีกฝ่าย ที่จะรับรัก หรือทิ้งรักไว้ลงตรงที่ใดที่หนึ่งของระยะทาง ที่ไม่อาจนำรักนั้นร่วมเดินทางไปด้วยกันได้ แต่ในบางขณะของความรักกลับเป็นสิ่งที่หอมหวาน กลายเป็นที่หมายปองของใครหลายคน จนนำมาสู่ความเศร้า และการสูญเสียหญิงสาวคนหนึ่ง หญิงสาวที่ทุกคนต่างกล่าวหาว่า… เธอคือต้นเหตุ!

            “ขุนช้างขุนแผน” วรรณคดีเรื่องหนึ่งที่ใครหลายคนคงเคยได้ยินชื่อ และติดหูมาเมื่อครั้งสมัยเป็นนักเรียน วรรณคดีเรื่องนี้แม้จะมีการสอดแทรกคติความเชื่อ ไสยศาสตร์ สงครามและการต่อสู้ แต่ยังเชื่อว่า สิ่งสำคัญที่ใครหลายคนยังจดจำวรรณคดีเรื่องนี้ได้อยู่นั้น น้ำหนักสำคัญเป็นเรื่องของความรัก ความรักของหญิงหนึ่งชายสองที่ฝ่ายชายต่างยื้อแย่งกันเพื่อให้ได้มาซึ่งการครอบครองในตัวของนางวันทอง แต่ใดเล่าเธอถูกประณามเป็นหญิงสองใจ

            หยุดประณามฉัน ว่าวันทองสองใจเสียที ตกที่นั่งนี้ ใครจะรู้ถ้าไม่ลองเป็นฉัน ลำบากแค่ไหน ที่ต้องเลือกต้องทำแบบนั้น ไม่เลือกก็โดนลงทัณฑ์ ต้องโทษประหารอาญาสองใจ

หรือแท้จริงแล้วนางวันทองเป็นหญิงสองใจ!

            อาญาสองใจ คงเป็นตราบาปที่ปักลึกเข้าไปตรงหัวอกของนางวันทองในข้อหาที่นางนั้น ไม่สามารถแก้ต่างให้กับตัวเอง ด้วยเรื่องราวนี้หลังจากที่ขุนแผนได้ลักพานางวันทองหนีไปจากเรือนของขุนช้าง ขุนช้างเกิดความรู้สึกอดรนทนไม่ได้ เข้าถวายเรื่องแก่พระพันวษาหวังให้พระพันวษาตัดสินคดีความเรื่องนี้ให้จบสิ้น โดยเรียกผู้ต้องหาทั้งหมดเข้าเฝ้า อันมีขุนช้าง, ขุนแผน, จมื่นไวย ผู้เป็นบุตรชาย และผู้ต้องหาคนสุดท้ายที่เป็นชนวนสำคัญของเรื่องนี้นางวันทอง โดยพระพันวษาได้ตัดสินคดีความนี้ด้วยพระองค์เอง ให้นางวันทองเป็นผู้ตัดสินใจเลือกคู่ครองด้วยตนเอง ดังกลอนบทนี้

          ๏ ความรักขุนแผนก็แสนรัก        ด้วยร่วมยากมานักไม่เดียดฉันท์

สู้ลำบากบุกป่ามาด้วยกัน                     สารพันอดออมถนอมใจ

 ขุนช้างแต่อยู่ด้วยกันมา                     คำหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่

เงินทองกองไว้มิให้ใคร                       ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว

จมื่นไวยเล่าก็เลือดที่ในอก                  ก็หยิบยกรักเท่ากันกับผัว

ทูลพลางตัวนางระเริ่มรัว                     ความกลัวพระอาญาเป็นพ้นไป ฯ 

            หรือในคำตอบนั้น นางได้เลือกแล้ว! หากแต่คำตอบนี้ไม่เป็นที่พอพระทัย…

            นางวันทองจึงถูกตัดสินด้วยโทษประหาร ข้อหาที่สังคมประณามเป็นหญิงใจสองไร้สิทธิเหลือเพียงแต่เสียงร่ำไห้นองน้ำตาที่ไม่อาจแก้ข้อกล่าวหา ว่านางเลือกคำตอบไว้อย่างชัดเจน

            หากลองมาคิดพินิจดูในคำตอบของนางวันทองนั้น จากกลอนบทแรก

             ๏ ความรักขุนแผนก็แสนรัก    ด้วยร่วมยากมานักไม่เดียดฉันท์

สู้ลำบากบุกป่ามาด้วยกัน                    สารพันอดออมถนอมใจ 

            นั่นคือคำตอบของนางวันทอง ขุนแผนคือชายคนแรก และชายคนเดียวที่นางเลือกเป็นคู่ครองโดยการย้ำน้ำหนักของคำรักว่า “แสนรัก” การเผชิญความลำบาก เหนื่อยยากมาด้วยกัน ดูแลทุกข์ และสุขในหัวใจของกัน และกัน

            และความรักของขุนช้างเล่า ไฉนถึงไม่เรียกว่าความรัก

            ๏ ขุนช้างแต่อยู่ด้วยกันมา        คำหนักหาได้ว่าให้เคืองไม่

เงินทองกองไว้มิให้ใคร                       ข้าไทใช้สอยเหมือนของตัว 

            หากแต่ความรักของขุนช้างนั้น เป็นความรักที่เรียกว่า “กตัญญู” รักในฐานะของผู้มีพระคุณ ดูแล และเลี้ยงดูตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ทั้งจิตใจที่ไม่เคยทำให้นางวันทองต้องหมองเศร้าระคายใจ ทั้งสิ่งของเครื่องใช้ภายในที่ดูแลปรนนิบัตินางวันทองชนิดยุงไม่ให้ไต่ไรไม่ให้ตอม

            ส่วนจมื่นไวยนั้นคงหนีไม่พ้นเลือดในอก ในสายสัมพันธ์ของความเป็นแม่ที่ไม่ว่าระยะทางจะไกลสุดขอบฟ้า ก็ไม่อาจตัดรักสายสัมพันธ์นี้ให้ขาดเสีย ดังกลอนคำตอบของนางวันทอง

          ๏ จมื่นไวยเล่าก็เลือดที่ในอก   ก็หยิบยกรักเท่ากันกับผัว

หากคำตอบของนางวันทองเป็นเช่นนี้… ควรแล้วหรือในโทษประหาร!

ไม่ได้สองใจ เจ็บแค่ไหนคำคนประณาม เบื่อกับคำถาม ที่วนเวียนว่าจะเลือกใครยอมให้ประหาร ดีกว่าตอกย้ำให้มันปวดใจ ไม่ขอเลือกใครได้ไหม ปล่อยให้ฉันตายคงจบบทรัก

            เมื่อนางวันทองไม่ได้สองใจ หากแต่แล้วใครเล่าที่ใจสอง และยื้อยุดฉุดลากพาเธอหนี เหมือนเธอเป็นเพียงสิ่งของที่ใครหมายปองก็ยื้อแย่งไป

หนึ่งใจก็รัก ขุนแผนพี่คือที่หนึ่ง ขุนช้างก็ซึ้ง คอยดูแลไม่เคยจากไป อุบายก่อนนั้นเคยฉุดรั้งยื้อฉันเอาไว้ ขุนแผนก็แสนหลายใจ เคียงข้างกายมีใครหลายคน

            ลองมองย้อนกลับ ทิ้งน้ำหนักไปที่ฝ่ายชาย ขุนแผนที่นางเลือก ก็หาใช่มีนางวันทองเพียงคนเดียว เพียงเพราะต้องการจึงตามหานางวันทอง เพียงเพราะอยากครอบครอง จึงยื้อยุดลักพานางไป

            แล้วสิ่งนี้ เขาเรียกว่าความรักกระนั้นหรือ?

            ความรักที่ทุกคนต่างต้องการครอบครอง โดยไม่คำนึงถึงหัวอกของนางวันทองเสียเลยความรักที่ทำร้ายทั้งจิตใจ และร่างกายของฝ่ายหญิง คร่าชีวิต และสร้างตราบาปให้นางวันทองที่ยังคงปักอกของนางไว้จนถึงทุกวันนี้

เคยมองเห็นคุณค่ากันบ้างไหม เคยนึกถึงหัวใจฉันบ้างไหม ยื้อแย่งกันไป ฉุดกายฉันเหมือนไม่ใช่คน เป็นหญิงแค่ใคร่อุ่นอิงหนึ่งรัก ยากนักไม่ได้ดั่งใจสักหน สูญเสียความเป็นตัวตน ต้องทนอีกนานเท่าไร 

            อีกนานเท่าไหร่ใครจะรู้ ข้อกล่าวหาที่นางวันทองหาใช่ฝ่ายผิดจะถูกลบเลือนไป เลือนไปจากหน้าหนึ่งของสังคม แม้ในวันนี้โศกนาฏกรรมแห่งความรักเรื่องนี้ ปิดฉากลงไปแล้วแต่ยังส่งกลิ่นไอของความรักที่ใครหลายคนควรมองย้อนกลับมาดูที่ตัวเอง ว่าแท้จริงแล้วสิ่งที่เราหลายคนต่างเรียกว่าความรัก เราเข้าใจสิ่งนั้นดีแล้วหรือยัง

          ว่ารักคือ “ครอบครอง” หรือว่ารักสิ่งที่เรียกว่า “หัวใจ”

 

อ้างอิง

พระสุนทรโวหาร (ภู่) (2555, หน้า 668). เสภาเรื่องขุนช้าง ขุนแผน (พิมพ์ครั้งแรก). กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์ศิลปาบรรณคาร.

เนื้อเพลงอาญาสองใจ คำร้อง/ทำนอง: มินตรา ธุระยศ เรียบเรียง: อีส ขอนแก่น, แม็กซ์ ขอนแก่น

Advertisements
Posted in หน่วยเสียงในภาษาไทย

คุณสมบัตินักเขียน

๑. ช่างสังเกตจดจำ นักเขียนที่ดีนั้นต้องสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว คอยเก็บเกี่ยวข้อมูลแวดล้อมที่น่าสนใจ และสามารถนำสิ่งเหล่านั้นออกมานำเสนอต่อผู้อ่านในมุมมองที่แปลกใหม่ หรืออาจเป็นเพียงมุมมองเดิม ๆ แต่นำเสนอด้วยรายละเอียดที่น่าสนใจ ด้วยวิธีการใหม่ ๆ ก็ทำให้งานเขียนชิ้นนั้นสร้างออกมาด้วยดีได้ และประทับใจผู้อ่านได้เป็นอย่างดี

๒. ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ไม่ใช่ทุกคนที่เรียนเก่ง ได้เกรดดี ๆ จะเป็นนักเขียนที่ดีได้ มีสิ่งหนึ่งที่ส่งผลให้เป็นนักเขียนที่ดีนั้น มาจากการเรียนรู้อยู่เสมอ ไม่หยุดอยู่กับที่ ไม่หยุดอยู่กับยุคสมัย ขยันตั้งใจเพิ่มเติมความรู้ให้เพิ่มพูนอยู่เรื่อย ๆ เก็บเกี่ยวข้อมูลต่าง ๆ และนำข้อมูลเหล่านั้นมานำเสนอ เพื่อให้เป็นผู้ที่รู้จริง นำเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง และนำกลวิธีต่าง ๆ ทำให้งานเขียนนั้นน่าสนใจ

๓. ช่างซัก ช่างถาม  การเป็นคนช่างพูด ช่างถามนั้น ไม่ถือว่าเป็นสิ่งผิดใดใด เพราะบางครั้งเมื่อไม่รู้ข้อมูล ควรรีบถาม อย่าปล่อยให้ข้อมูลนั้นผ่านเลยไป นักเขียนที่ดีควรต้องรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง และชัดเจน ไม่ควรนำเสนอข้อมูลที่ไม่น่าเชื่อถือ จากแหล่งข้อมูลเชื่อถือไม่ได้ และเมื่อจะเขียนข้อมูลใดใด นักเขียนผู้นั้นควรต้องรู้ข้อมูลนั้นเป็นอย่างดี และถูกต้องด้วย

๔. มีความสามารถเชิงวรรณศิลป์ สิ่งนี้เป็นข้อดีประการหนึ่งที่ช่วยทำให้งานเขียนมีคุณค่ามากยิ่งขึ้น วรรณศิลป์เป็นตัวช่วยยกคุณค่าของงานเขียนให้สูงขึ้นจากงานเขียนธรรมดา ๆ โดยผู้เขียนแต่ละคนมักมีจุดเด่นในเชิงวรรณศิลป์ที่แตกต่างกันออกไป บางคนถนัดอย่างหนึ่งก็สามารถใช้ศิลปะเหล่านั้นปรากฏอยู่ในงานเขียนได้อย่างแพรวพราว และไม่ดูรกรุงรัง ซึ่งนั่นก็ทำให้เกิดจุดเด่น และแบบแผนเฉพาะตัวของนักเขียนแต่ละท่านที่แตกต่างกันออกไป

๕. มานะอดทน แน่นอนว่านักเขียนทุกคนไม่ได้โด่งดังในแวดวงวรรณกรรมได้ เพียงหนังสือเล่มแรก เพียงเล่มเดียว นักเขียนทุกท่านล้วนผ่านการคัดกรองจากผู้อ่าน จนได้รับการยอมรับ
ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านั้นต้องการเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ขึ้นอยู่กับความสามารถ และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่คอยส่งเสริม หรือในบางครั้ง บางสถานการณ์ นักเขียนอาจเป็นเพียงกำแพงหนึ่งที่ได้รับการปะทะจากสิ่งต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นแวดวงวรรณกรรม หรือทิศทางอำนาจต่างๆ ที่งานเขียนนั้นส่งผลกระทบไป และในบางครั้งแนวความคิดที่ล้ำหน้าเกินไปอาจทำให้นักเขียนไม่เจริญงอกงามในเส้นทางสายนี้ ซึ่งสักวันหนึ่งจะได้รับการยอมรับ ถ้าไม่ยอมแพ้จนถึงขั้นวางปากกาไปเสียก่อน

๖. เป็นผู้ฟังที่ดี มีใจเป็นกลาง การเป็นผู้ฟังที่ดีนั้น ทำให้นักเขียนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารใหม่ ๆ ไม่อยู่เพียงแต่ในกรอบความคิดตัวเอง ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ แล้วเก็บรายละเอียดเหล่านั้นมาถ่ายทอดด้วยกระบวนทางความคิดของตนเอง

๗. มีจินตนาการ  งานเขียนที่ดีนั้นนอกจากจะต้องประกอบด้วยหลาย ๆ สิ่งมารวมกันแล้ว สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้อย่างยิ่งนั้น คือ “จินตนาการ” เคยมีคำกล่าวว่า “จินตนาการสำคัญกว่าความรู้” ก็เห็นอยู่ว่าจริง มีนักเขียนที่ดีหลายท่านนำจินตนาการมาผูกเข้ากับงานเขียนทำให้เกิดความแปลกใหม่ น่าตื่นตาตื่นใจ และน่าอ่าน จินตนาการที่ไม่รู้จบอย่างมีขอบเขต

๘. เป็นตัวของตัวเอง การมีอคติของนักเขียน ทำให้งานเขียนชิ้นนั้น ไม่น่าอ่านเอาเสียเลย ทั้งนี้อาจขึ้นอยู่กับภูมิหลังของผู้อ่านเป็นสำคัญด้วย งานเขียนใดที่ผู้เขียนมีอคติไปเสียแล้วก็คงไม่ต่างอะไรกับกระดาษทิชชู่เมื่อโดนน้ำ เมื่อมันแห้ง คงจะแข็ง และใช้ทำอะไรไม่ได้อีก นอกจากย่อยสลายไปตามเวลา

๙. รักงานเขียน ข้อนี้ข้าพเจ้าไม่ขออธิบาย ลองถามใจของท่านผู้อ่านดูเถิดว่าท่านคิดเห็นอย่างไร

สุดท้ายนี้ หากนักเรียนทุกคนปฏิบัติครบทั้ง ๙ ข้อได้สำเร็จ ก็ไม่ได้หมายความว่านักเรียนจะเป็นนักเขียนที่ดีได้ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดจากการฝึกฝนจนชำนาญ เราไม่หว่านแหจับปลา แต่เมื่อเราพุ่งฉมวก เราต้องได้ปลา เพราะดินสอเขาไม่ใช่วัดกันที่ความแหลมคม แต่วัดที่การนำไปใช้

Posted in หน่วยเสียงในภาษาไทย

เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทย

       เสียงวรรณยุกต์นั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “เสียงดนตรี” ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ในภาษาไทย เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ ซึ่งภาษาส่วนใหญ่ในโลกนี้ ภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์นั้นมีอยู่ไม่กี่ภาษาทั่วโลก

       เสียงวรรณยุกต์นั้นมี ๔ รูป  ๕ เสียง ได้แก่  เสียงสามัญ(ไม่มีรูป) , เสียงเอก (  ่ ) , เสียงโท (  ้ ) , เสียงตรี (   ๊ ) และเสียงจัตวา (  ๋ )

 

ลักษณะของเสียงวรรณยุกต์ หรือเสียงดนตรี มีดังนี้

       ๑. เป็นเสียงที่มีระดับเสียงสูงเสียงต่ำ เหมือนเสียงดนตรี

       ๒. เสียงวรรณยุกต์ทำให้ความหมายของคำแตกต่างกันออกไป เช่น ปา ป่า ป้า , เสือ เสื่อ เสื้อ , มุง มุ่ง มุ้ง เป็นต้น

       ๓. เสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงก้อง เพราะเกิดจาการสั่นสะเทือนของเส้นเสียง ถ้าเส้นเสียงสั่นสะเทือนมากจะมีเสียงสูง แต่ถ้าเส้นเสียงสั่นสะเทือนน้อยจะมีเสียงต่ำ

       ๔. เสียงวรรณยุกต์มี ๕ เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา โดยมี ๔ รูป

 

***หมายเหตุ***

       ๑. คำที่ใช้ในภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์เสมอแม้จะไม่มีรูปวรรณยุกต์กำกับก็ตาม เช่น วัด – งัด – เละ (เสียงตรี) , ปราชญ์ – ฉัตร – หูด (เสียงเอก) , ขา – แหวน – หาย (เสียงจัตวา)

       ๒. คำที่เราทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ บางทีเราออกเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกับรูปเขียน เช่น เมตร (เม้ด) , คอมพิวเตอร์ (คอมพิ้วเตอร์) เป็นต้น

       ๓. หากพยัญชนะต้นเป็นอักษรต่ำ เสียงวรรณยุกต์จะสูงกว่ารูปวรรณยุกต์ที่กำกับอยู่ ๑ ขั้นเสียง หรือเรียกอีกอย่างว่า “เสียงเกินรูป”  โดยปกตินั้นเวลาเจอข้อสอบ ถ้าวรรณยุกต์ไม่ตรงกับรูปก็เกินรูปแค่นั้น  เ่ช่น ฟ้า (รูปโท  เสียงตรี) , ค่ำ (รูปเอก  เสียงโท) , ล่อง (รูปเอก  เสียงโท) เป็นต้น

Posted in หน่วยเสียงในภาษาไทย

เสียงพยัญชนะไทย

        เสียงพยัญชนะ หรือ เสียงแปร เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอแล้วถูกสกัดกั้นจากฐานต่างๆ จนเกิดเป็นเสียงก้องและเสียงไม่ก้อง

        ลักษณะของและหน้าที่ของเสียงแปร หรือ เสียงพยัญชนะ มีดังนี้

        ๑. เป็นเสียงที่เกิดจากลมบริเวณเส้นเสียงผ่านออกมาทางช่องว่างระหว่างเส้นเสียงแล้วกระทบกับอวัยวะต่างๆ ในช่องปากที่เรียกว่า “ฐานกรณ์” เช่น ริมฝีปากกับฟัน ฟันกับปุ่มเหงือก เป็นต้น

        ๒. มีทั้งเสียงก้องและเสียงไม่ก้อง

        ๓. พยัญชนะไม่สามารถออกเสียงตามลำำพังได้ต้องอาศัยเสียงสระช่วยจึงจะสามารถออกเสียงได้ เ่ช่น ใช้สระออช่วยออกเสียง ได้แก่ กอ ขอ คอ งอ เป็นต้น

        ๔. เสียงพยัญชนะสามารถปรากฎที่ต้นคำ โดยนำหน้าเสียงสระเรียกว่า “พยัญชนะต้น” และ ปรากฎหลังคำ โดยอยู่หลังเสียงสระเรียกว่า “พยัญชนะสะกด” หรือ “พยัญชนะท้าย”

        พยัญชนะไทย มี ๒๑ เสียง ๔๔ รูป ดังนี้

                ลักษณะของเสียงพยัญชนะ จำแนกได้ดังนี้

        หน่วยเสียงพยัญชนะต้น แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

๑.  เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว หมายถึง หน่วยเสียงพยัญชนะที่เป็นพยัญชนะต้นของพยางค์ ซึ่งมี ๒๑ เสียง ๔๔ รูป ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

๒. เีสียงพยัญชนะต้นประสม หมายถึง หน่วยเสียงที่มีพยัญชนะสองตัวประสมอยู่โดยใช้สระตัวเดียวกันร่วมกัน

                ๒.๑ อักษรควบ คือ พยัญชนะต้นสองตัวประสมกับสระตัวเดียวกัน โดยพยัญชนะตัวหลังจะเป็น  ร  ล  ว  เวลาออกเสียงเป็นพยางค์เดียวกัน เช่น ครบเครื่อง พลัด กวาง เป็นต้น  อักษรควบแบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ

                        ๒.๑.๑ อักษรควบแท้ คือ พยัญชนะตัวหน้ากับพยัญชนะตัวหลังออกเสียงควบกล้ำกันสนิทเป็นพยางค์เดียว ในภาษาไทย มีทั้งสิ้น ๑๑ เสียง ๑๕ รูป ดังนี้

                        คำควบกล้ำที่ไทยไม่มีใช้ แต่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาอังกฤษและนำมาใช้  มี ๖ เสียง

                                /บร/  เบรก  บรั่นดี  บรอนซ์                      /บล/  บลูส์  บล็อก  เบลอ

                                /ดร/ ดรัมเยอร์  ดรีม  ดราฟต์                  /ฟร/  ฟรี  ฟรักโทส

                               /ฟล/  แฟลต  ฟลุต                                   /ทร/  แทรกเตอร์  ทรัมเป็ต

                        หมายเหตุ   “ทร” นั้นไม่ใช่อักษรควบแท้ เพราะไม่มีใช้ในภาษาไทย แต่เป็นคำที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสันสกฤต เช่น อินทรา, จันทรา, นิทรา เป็นต้น

                        ๒.๑.๒  อักษรควบไม่แท้ คือ พยัญชนะที่ควบกับพยัญชนะตัว  “ร”   แต่ออกเสียงเหมือนพยัญชนะต้นเดี่ยว เช่น จริง ไซร้  สร้าง  เศร้า เป็นต้น

                                ๒.๑.๒.๑ พยัญชนะต้นสองตัว ประสมกับสระตัวเดียวกัน โดยพยัญชนะตัวหลังเป็น ร เวลาออกเสียง จะออกเสียงเฉพาะเสียงพยัญชนะตัวหน้าเพียงตัวเดียว เช่น

                                                จร        –        จริง                                สร        –        สรวง , สร้าง , เสร็จ

                                                ซร       –        ไซร้                                ศร        –        เศร้า

                                ๒.๑.๒.๒ “ทร”  ออกเสียงเป็น “ซ” เ่ช่น ทรุดโทรม  ,  ทราย  ,  ทราม , อินทรี  เป็นต้น

        ๒.๒ อักษรนำ  คือ  พยัญชนะสองตัวประสมกัน ใช้สระตัวเดียวกันร่วมกัน เวลาออกเสียงจะต้องผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า แบ่งออกตามวิธีการออกเสียงได้ ๒ ชนิด คือ

                ๒.๒.๑ ออกเสียง ๑ พยางค์

                        –  “อ”  นำ  “ย”  มีอยู่ ๔ คำ คือ  อย่า , อยู่ , อย่าง , อยาก

                        –  “ห”  นำอักษรต่ำเดี่ยว ( ง  ญ  ย  น  ณ  ม  ร  ล  ว  ฬ ) เช่น  หงอน , หนัง , หนา , หรือ , หลาน เป็นต้น

                        *** จะสังเกตได้ว่า  เสียงวรรณยุกต์จะผันไปตามตัวนำ ยกตัวอย่างเช่น

                                “อย่า”  แยกได้ อ่า – ย่า  “อ่า” จะมีเสียง เอก แต่ “ย่า” มีเสียง โท  แต่คำว่า “อย่า” เป็นเสียงเอก

                                “หงอน” แยกได้  หอน – งอน “หอน” มีเสียงจัตว แต่ “งอน” จะมีเสียงสามัญ แต่คำว่า “หงอน” เป็นเสียงจัตวา

                ๒.๒.๒. ออกเสียง ๒ พยางค์

                        – อักษรสูง(ผ  ฝ  ถ  ฐ  ข  ฃ  ส  ศ  ษ  ห  ฉ) นำอักษรต่ำเดี่ยว( ง  ญ  ย  น  ณ  ม  ร  ล  ว  ฬ ) จะออกเสียงพยางค์ต้นเป็นสระ “อะ” กึ่งเสียง  ออกเสียงพยางค์หลังเหมือน ห นำ ผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า  เช่น  ไสว , สมอง , ขนม , ถนน , ผงาด เป็นต้น

                        – อักษรกลาง( ก  จ  ด  ต  ฎ  ฏ  บ  ป  อ ) นำอักษรต่ำเดี่ยว ( ง  ญ  ย  น  ณ  ม  ร  ล  ว  ฬ ) จะออกเสียงพยางค์ต้นเป็นสระ “อะ” กึ่งเสียง  ออกเสียงพยางค์หลังเหมือน ห นำ ผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า  เช่น  โตนด , ตลาด ,ปรอท , จรวด เป็นต้น

                        หมายเหตุ          อักษรสูง หรือ อักษรกลาง นำ อักษรต่ำคู่ ไม่นับว่าเป็นอักษรนำ เพราะเวลาผัน ไม่ผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า เช่น  ไผท , เผดียง , เสบียง , ถกล , ผกา  เป็นต้น เรียกคำเหล่านี้ว่า  “คำเรียงพยางค์”  ไม่ใช่  “อักษรนำ”

Posted in หน่วยเสียงในภาษาไทย

เสียงสระในภาษาไทย

        “เสียงสระ” หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า “เสียงแท้” เพราะเป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอโดยตรง  โดยไม่ถูกสกัดกั้นในฐานใดๆ แต่มีการเปลี่ยนแปลงระดับของลิ้นและรูปริมฝีปาก ทำให้ลมกระทบฐานเพียงเล็กน้อยลมผ่านเส้นเสียงทำให้เป็นเสียงสั่นสะเทือนเกิดเป็นเสียงก้อง

        ลักษณะและหน้าที่ของเสียงแท้ หรือเสียงสระ มีดังนี้

        ๑. เป็นเสียงที่ลมผ่านออกมาได้โดยสะดวก  ไม่ถูกอวัยวะในปากกักทางลม

        ๒. อวัยวะที่ช่วยให้เสียงสระต่างกัน ได้แก่  ลิ้นและริมฝีปาก

        ๓. เสียงสระออกเสียงได้ยาวนาน

        ๔. เสียงสระทุกเสียงเป็นเสียงก้อง เส้นเสียงจะสั่นสะเทือน

        ๕. เสียงสระมีทั้งเสียงสั้นและยาว

        ๖. เสียงสระเป็นเสียงที่ช่วยให้พยัญชนะออกเสียงได้  เพราะเสียงพยัญชนะต้องอาศัยเสียงสระเสมอจึงจะออกเสียงได้

 

        รูปสระ และเสียงสระ

                รูปสระ เป็นอักษรหรือเครื่องหมายที่เขียนขึ้นเพื่อแทนเสียงสระ โดยใช้เขียนโดดๆ หรือใช้เขียนประสมกับรูปสระอื่นเพื่อให้เกิดสระใหม่ มี ๒๑ รูปดังนี้

                เสียงสระ แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด

        ๑. สระเดี่ยว หรือ สระแท้ มีทั้งหมด ๑๘ เสียง ซึ่งได้แสดงในตารางสรุปลักษณะของสระเดี่ยว ดังนี้

        ๒. สระประสม หรือ สระเลื่อน คือการประสมเสียงสระแท้ ๒ เสียงเข้าด้วยกัน

 

 

        ๓. สระเกิน ได้แก่ สระที่มีเสียงซ้ำกับสระแท้แต่มีเสียงพยัญชนะประสมอยู่ มี ๘ เสียง คือ

        หน้าที่ของสระ

                สระจะช่วยทำให้พยัญชนะออกเสียงได้ โดยเขียนไว้ได้รอบพยัญชนะ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน ด้านล่าง (พยัญชนะจะออกเสียงไม่ได้ถ้าไม่สระประสมอยู่) เช่น

                        ด้านหน้าพยัญชนะ                เ        แ

                        ด้านหลังพยัญชนะ                ะ        า

                        ด้านบนพยัญชนะ                    ิ        ี        ึ        ื        ั        ็        ่           

                        ด้านล่างพยัญชนะ                  ุ        ู

       

        ข้อสังเกตเกี่ยวกับสระ

                ๑. รูปสระบางรูปไม่ออกเสียง เช่น ขัดสมาธิ (อ่าน ขัด – สะ – หมาด) ไม่ออกเสียงสระอิ

                ๒. เสียงสระอาจไม่ตรงกับรูปสระ บางคำรูปสระเสียงสั้น แต่เมื่ออยู่ในบริบทต้องออกเีสียงยาว บางรูปออกเสียงยาว แต่เมื่ออยู่ในบริบทต้องออกเสียงสั้น เช่น        น้ำ  :  สีน้ำเงิน (อ่าน น้ำ เสียงสั้น)        น้ำดื่ม (อ่าน น้าม เสียงยาว)

                ๓. เสียงสระสั้น สระยาวของเสียงสระแท้ สามารถแยกความหมายของคำให้แตกต่างกันได้ เช่น กับ – กาบ, มิด – มีด, อึด – อืด เป็นต้น

                ๔. ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ อำ ใอ ไอ เอา เป็นสระเกิน คือ สระที่มีเสียงพยัญชนะประสมอยู่ด้วย ดังนั้นสระเกินเหล่านี้จึงไม่สามารถมีตัวสะกดได้