หน่วยเสียงในภาษาไทย

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายคำว่า “เีสียง” ว่า “สิ่งที่รับรู้ได้ด้วยหู เช่น เสียงฟ้าร้อง เสียงเพลง เสียงพูด” ความหมายแรกหมายถึงเสียงอะไรก็ได้ที่เป็นเสียงธรรมชาติ ความหมายที่สอง หมายถึง เสียงพูดของมนุษย์ โดยเฉพาะเสียงที่ใช้ติดต่อสื่อสารกัน เสียงพูดเกิดจากลมที่เคลื่อนที่ผ่านปอด ผ่านหลอดลม ลำคอ กล่องเสียง ช่องปาก จมูก เพดาน ปุ่มเหงือก ลิ้น ฟัน ริมฝีปาก

เสียงในภาษาไทย มี ๓ ชนิด คือ
๑. เสียงแท้ หรือ เสียงสระ
๒.เสียงแปร หรือ เสียงพยัญชนะ
๓.เสียงดนตรี หรือ เสียงวรรณยุกต์

การเลือกใช้คำตามบริบท

Categories: นักเรียน ม.4/8, หน่วยเสียงในภาษาไทย | ใส่ความเห็น

วรรณกรรมแบบเดิม VS วรรณกรรมปัจจุบัน

สมพร มันตะสูตร (๒๕๒๕ : ๑๙-๒๐) ได้แสดงเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่างระหว่างวรรณกรรมแบบเดิม กับวรรณกรรมปัจจุบันไว้ดังนี้คือ

วรรณกรรมแบบเดิม
๑. แนวคิดในการเขียนเป็นแบบจินตนิยมไม่คำนึง ถึงความสมจริงและข้อเท็จจริง
๒. ยึดธรรมเนียมนิยมในการแต่งเคร่งครัดกล่าวคือ ต้องมีบทไหว้ครู บทชมโฉมชมความงามตาม ธรรมชาติ และคำนึงถึงรสทั้งสี่แห่งวรรณคดี เป็นสำคัญ (เสาวรจนี(เสาว ว. ดี, งาม. + รจนี ก. ตกแต่ง, ประพันธ์; ว. งาม), นารีปราโมทย์(นารี น. หญิง + ปราโมทย์ น. ความบันเทิงใจ, ความปลื้มใจ, ปราโมช ก็ว่า), พิโรธวาทัง(พิโรธ ก. โกรธเกรี้ยว ไม่สบอารามณ์ + วาทัง น. วาทะ คำพูด) และสัลปังคพิไสย(สัลล น. ความโศกโศกาเศร้าร่ำน้ำตานอง, ความเจ็บปวดแปลบ ๆ แลบแล่นในเนื้อใจ, การครวญคร่ำรำพันรำพึง / สัลลาป น. การพูดจากัน + องค์ น. บท, ชิ้น อัน, ตัว + พิไสย น. ความสามารถ ฤาจะแผลงมาจาก วิสัย ซึ่งแปลว่า ธรรมชาติของสิ่งนั้น ๆ ฤาสันดาน ก็อาจเป็นได้))
๓. จุดมุ่งหมายในการแต่งมุ่งที่ความสะเทือน อารมณ์เป็นสำคัญ
๔. การดำเนินเรื่องเน้นในเรื่องศิลปการใช้ถ้อยคำ อวดสำนวน กวีโวหารมากกว่าโครงเรื่องและ ตัวละคร
๕. เนื้อเรื่องซ้ำซาก มักมาจากเรื่องศาสนาชาดก เรื่องของเทพนิยาย พระผู้เป็นเจ้า สัตว์ ประหลาด ยักษ์ เทวดา และเขียนอยู่ในแวดวงของชนชั้นสูงวรรณกรรมแบบเดิม
๖. เน้นความเชื่อทางไสยศาสตร์ วาสนาบารมีและ โชคชะตาเป็นสำคัญ
๗. ฉาก ตัวละคร บรรยากาศในเรื่องนิยมสมมติ ขึ้นให้งดงาม
๘. นิยมร้อยกรองมากกว่าร้อยแก้วและมีความยาวมาก
๙. การเขียนบทรักนิยมใช้สัญลักษณ์ที่แนบ เนียน
๑๐. เนื้อเรื่องมักจะนำมาจากชาดกและเลียนแบบเรื่องเก่า
๑๑. การรับอิทธิพลของวรรณคดีต่างชาติไม่รับอย่างตรงไปตรงมา แต่รับมาโดยดัดแปลงให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และวัฒนธรรมไทย
๑๒. กลวิธีในการแต่งนิยมเรื่องเล่าเรื่อยไปตาม ปฏิทิน ไม่นิยมความซับซ้อน

วรรณกรรมปัจจุบัน
๑. แนวคิดในการเขียนเป็นแบบสมจริงที่เรียกว่า สัจนิยมมากขึ้นกว่าเดิน มีความสมเหตุสมผล มากขึ้น
๒. ไม่เคร่งครัดธรรมเนียมนิยมมากนัก ผู้แต่งมัก จะคำนึงถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มากขึ้น วรรณกรรมปัจจุบันจึงมักจะมีรูปแบบและแนว คิดแปลกใหม่ น่าติดตาม
๓. มีจุดหมายในการเขียนเพื่อเสริมความคิดเสริม ปัญญา สอดแทรกความรู้เข้าไปอย่างแนบ เนียน
๔. การดำเนินเรื่องยึดความสมจริงแห่งการ ดำเนินชีวิตของมนุษย์ในสังคมเป็นสำคัญ
๕. นิยมเขียนเรื่องและเหตุการณ์ที่อยู่ใกล้ตัว มุ่งแสดงปัญหาและความเป็นไปในสังคมมากกว่าเรื่องเฟ้อฝัน
๖. ผู้แต่งมักจะเน้นให้ผู้อ่านเห็นความเป็นจริงใน สังคม ชี้นำให้ต่อสู้กับชีวิตตามความจริง ไม่ยอมแพ้โชคชะตา
๗. ฉาก ตัวละคร บรรยากาศ มักจะนำมาจาก ชีวิตจริง
๘. นิยมร้อยแก้วมากกว่าร้อยกรอง หากเป็นร้อย กรองนิยมร้อยกรองสั้น ๆ
๙. เขียนถึงบทรักตรงไปตรงมามากขึ้น
๑๐. แสวงหาข้อเท็จจริง ข้อมูล ก่อนเขียนเรื่องไม่นิยมเลียบแบบ นิยมสร้างโครงเรื่องด้วยตนเองเป็นการแสดงฝีมือให้เห็นชัด
๑๑. หากจะรับอิทธิพลต่างประเทศก็รับอย่างไม่รู้สึกว่ารับมา เพราะอิทธิพลต่างประเทศแทรกเข้าจนแยกไม่ออกแล้วว่าสิ่งใดคือของเรา สิ่งใดคือสิ่งที่รับมา
๑๒. นิยมดำเนินเรื่องหลายแบบ ทั้งตามปฏิทิน และย้อนปฏิทิน นิยมความซับซ้อน

Categories: หน่วยเสียงในภาษาไทย | 4 ความเห็น

เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทย

       เสียงวรรณยุกต์นั้น มีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “เสียงดนตรี” ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์ในภาษาไทย เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์ ซึ่งภาษาส่วนใหญ่ในโลกนี้ ภาษาที่มีเสียงวรรณยุกต์นั้นมีอยู่ไม่กี่ภาษาทั่วโลก

       เสียงวรรณยุกต์นั้นมี ๔ รูป  ๕ เสียง ได้แก่  เสียงสามัญ(ไม่มีรูป) , เสียงเอก (  ่ ) , เสียงโท (  ้ ) , เสียงตรี (   ๊ ) และเสียงจัตวา (  ๋ )

 

ลักษณะของเสียงวรรณยุกต์ หรือเสียงดนตรี มีดังนี้

       ๑. เป็นเสียงที่มีระดับเสียงสูงเสียงต่ำ เหมือนเสียงดนตรี

       ๒. เสียงวรรณยุกต์ทำให้ความหมายของคำแตกต่างกันออกไป เช่น ปา ป่า ป้า , เสือ เสื่อ เสื้อ , มุง มุ่ง มุ้ง เป็นต้น

       ๓. เสียงวรรณยุกต์เป็นเสียงก้อง เพราะเกิดจาการสั่นสะเทือนของเส้นเสียง ถ้าเส้นเสียงสั่นสะเทือนมากจะมีเสียงสูง แต่ถ้าเส้นเสียงสั่นสะเทือนน้อยจะมีเสียงต่ำ

       ๔. เสียงวรรณยุกต์มี ๕ เสียง คือ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา โดยมี ๔ รูป

 

***หมายเหตุ***

       ๑. คำที่ใช้ในภาษาไทยมีเสียงวรรณยุกต์เสมอแม้จะไม่มีรูปวรรณยุกต์กำกับก็ตาม เช่น วัด – งัด – เละ (เสียงตรี) , ปราชญ์ – ฉัตร – หูด (เสียงเอก) , ขา – แหวน – หาย (เสียงจัตวา)

       ๒. คำที่เราทับศัพท์ภาษาต่างประเทศ บางทีเราออกเสียงวรรณยุกต์ไม่ตรงกับรูปเขียน เช่น เมตร (เม้ด) , คอมพิวเตอร์ (คอมพิ้วเตอร์) เป็นต้น

       ๓. หากพยัญชนะต้นเป็นอักษรต่ำ เสียงวรรณยุกต์จะสูงกว่ารูปวรรณยุกต์ที่กำกับอยู่ ๑ ขั้นเสียง หรือเรียกอีกอย่างว่า “เสียงเกินรูป”  โดยปกตินั้นเวลาเจอข้อสอบ ถ้าวรรณยุกต์ไม่ตรงกับรูปก็เกินรูปแค่นั้น  เ่ช่น ฟ้า (รูปโท  เสียงตรี) , ค่ำ (รูปเอก  เสียงโท) , ล่อง (รูปเอก  เสียงโท) เป็นต้น

Categories: หน่วยเสียงในภาษาไทย | ใส่ความเห็น

เสียงพยัญชนะไทย

        เสียงพยัญชนะ หรือ เสียงแปร เป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอแล้วถูกสกัดกั้นจากฐานต่างๆ จนเกิดเป็นเสียงก้องและเสียงไม่ก้อง

        ลักษณะของและหน้าที่ของเสียงแปร หรือ เสียงพยัญชนะ มีดังนี้

        ๑. เป็นเสียงที่เกิดจากลมบริเวณเส้นเสียงผ่านออกมาทางช่องว่างระหว่างเส้นเสียงแล้วกระทบกับอวัยวะต่างๆ ในช่องปากที่เรียกว่า “ฐานกรณ์” เช่น ริมฝีปากกับฟัน ฟันกับปุ่มเหงือก เป็นต้น

        ๒. มีทั้งเสียงก้องและเสียงไม่ก้อง

        ๓. พยัญชนะไม่สามารถออกเสียงตามลำำพังได้ต้องอาศัยเสียงสระช่วยจึงจะสามารถออกเสียงได้ เ่ช่น ใช้สระออช่วยออกเสียง ได้แก่ กอ ขอ คอ งอ เป็นต้น

        ๔. เสียงพยัญชนะสามารถปรากฎที่ต้นคำ โดยนำหน้าเสียงสระเรียกว่า “พยัญชนะต้น” และ ปรากฎหลังคำ โดยอยู่หลังเสียงสระเรียกว่า “พยัญชนะสะกด” หรือ “พยัญชนะท้าย”

        พยัญชนะไทย มี ๒๑ เสียง ๔๔ รูป ดังนี้

                ลักษณะของเสียงพยัญชนะ จำแนกได้ดังนี้

        หน่วยเสียงพยัญชนะต้น แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท ดังนี้

๑.  เสียงพยัญชนะต้นเดี่ยว หมายถึง หน่วยเสียงพยัญชนะที่เป็นพยัญชนะต้นของพยางค์ ซึ่งมี ๒๑ เสียง ๔๔ รูป ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

๒. เีสียงพยัญชนะต้นประสม หมายถึง หน่วยเสียงที่มีพยัญชนะสองตัวประสมอยู่โดยใช้สระตัวเดียวกันร่วมกัน

                ๒.๑ อักษรควบ คือ พยัญชนะต้นสองตัวประสมกับสระตัวเดียวกัน โดยพยัญชนะตัวหลังจะเป็น  ร  ล  ว  เวลาออกเสียงเป็นพยางค์เดียวกัน เช่น ครบเครื่อง พลัด กวาง เป็นต้น  อักษรควบแบ่งเป็น ๒ ชนิด คือ

                        ๒.๑.๑ อักษรควบแท้ คือ พยัญชนะตัวหน้ากับพยัญชนะตัวหลังออกเสียงควบกล้ำกันสนิทเป็นพยางค์เดียว ในภาษาไทย มีทั้งสิ้น ๑๑ เสียง ๑๕ รูป ดังนี้

                        คำควบกล้ำที่ไทยไม่มีใช้ แต่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาอังกฤษและนำมาใช้  มี ๖ เสียง

                                /บร/  เบรก  บรั่นดี  บรอนซ์                      /บล/  บลูส์  บล็อก  เบลอ

                                /ดร/ ดรัมเยอร์  ดรีม  ดราฟต์                  /ฟร/  ฟรี  ฟรักโทส

                               /ฟล/  แฟลต  ฟลุต                                   /ทร/  แทรกเตอร์  ทรัมเป็ต

                        หมายเหตุ   “ทร” นั้นไม่ใช่อักษรควบแท้ เพราะไม่มีใช้ในภาษาไทย แต่เป็นคำที่ได้รับอิทธิพลมาจากภาษาสันสกฤต เช่น อินทรา, จันทรา, นิทรา เป็นต้น

                        ๒.๑.๒  อักษรควบไม่แท้ คือ พยัญชนะที่ควบกับพยัญชนะตัว  “ร”   แต่ออกเสียงเหมือนพยัญชนะต้นเดี่ยว เช่น จริง ไซร้  สร้าง  เศร้า เป็นต้น

                                ๒.๑.๒.๑ พยัญชนะต้นสองตัว ประสมกับสระตัวเดียวกัน โดยพยัญชนะตัวหลังเป็น ร เวลาออกเสียง จะออกเสียงเฉพาะเสียงพยัญชนะตัวหน้าเพียงตัวเดียว เช่น

                                                จร        –        จริง                                สร        –        สรวง , สร้าง , เสร็จ

                                                ซร       –        ไซร้                                ศร        –        เศร้า

                                ๒.๑.๒.๒ “ทร”  ออกเสียงเป็น “ซ” เ่ช่น ทรุดโทรม  ,  ทราย  ,  ทราม , อินทรี  เป็นต้น

        ๒.๒ อักษรนำ  คือ  พยัญชนะสองตัวประสมกัน ใช้สระตัวเดียวกันร่วมกัน เวลาออกเสียงจะต้องผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า แบ่งออกตามวิธีการออกเสียงได้ ๒ ชนิด คือ

                ๒.๒.๑ ออกเสียง ๑ พยางค์

                        –  “อ”  นำ  “ย”  มีอยู่ ๔ คำ คือ  อย่า , อยู่ , อย่าง , อยาก

                        –  “ห”  นำอักษรต่ำเดี่ยว ( ง  ญ  ย  น  ณ  ม  ร  ล  ว  ฬ ) เช่น  หงอน , หนัง , หนา , หรือ , หลาน เป็นต้น

                        *** จะสังเกตได้ว่า  เสียงวรรณยุกต์จะผันไปตามตัวนำ ยกตัวอย่างเช่น

                                “อย่า”  แยกได้ อ่า – ย่า  “อ่า” จะมีเสียง เอก แต่ “ย่า” มีเสียง โท  แต่คำว่า “อย่า” เป็นเสียงเอก

                                “หงอน” แยกได้  หอน – งอน “หอน” มีเสียงจัตว แต่ “งอน” จะมีเสียงสามัญ แต่คำว่า “หงอน” เป็นเสียงจัตวา

                ๒.๒.๒. ออกเสียง ๒ พยางค์

                        – อักษรสูง(ผ  ฝ  ถ  ฐ  ข  ฃ  ส  ศ  ษ  ห  ฉ) นำอักษรต่ำเดี่ยว( ง  ญ  ย  น  ณ  ม  ร  ล  ว  ฬ ) จะออกเสียงพยางค์ต้นเป็นสระ “อะ” กึ่งเสียง  ออกเสียงพยางค์หลังเหมือน ห นำ ผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า  เช่น  ไสว , สมอง , ขนม , ถนน , ผงาด เป็นต้น

                        – อักษรกลาง( ก  จ  ด  ต  ฎ  ฏ  บ  ป  อ ) นำอักษรต่ำเดี่ยว ( ง  ญ  ย  น  ณ  ม  ร  ล  ว  ฬ ) จะออกเสียงพยางค์ต้นเป็นสระ “อะ” กึ่งเสียง  ออกเสียงพยางค์หลังเหมือน ห นำ ผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า  เช่น  โตนด , ตลาด ,ปรอท , จรวด เป็นต้น

                        หมายเหตุ          อักษรสูง หรือ อักษรกลาง นำ อักษรต่ำคู่ ไม่นับว่าเป็นอักษรนำ เพราะเวลาผัน ไม่ผันวรรณยุกต์ตามพยัญชนะตัวหน้า เช่น  ไผท , เผดียง , เสบียง , ถกล , ผกา  เป็นต้น เรียกคำเหล่านี้ว่า  “คำเรียงพยางค์”  ไม่ใช่  “อักษรนำ”

Categories: หน่วยเสียงในภาษาไทย | ใส่ความเห็น

เสียงสระในภาษาไทย

        “เสียงสระ” หรือเรียกอีกอย่างนึงว่า “เสียงแท้” เพราะเป็นเสียงที่เปล่งออกมาจากลำคอโดยตรง  โดยไม่ถูกสกัดกั้นในฐานใดๆ แต่มีการเปลี่ยนแปลงระดับของลิ้นและรูปริมฝีปาก ทำให้ลมกระทบฐานเพียงเล็กน้อยลมผ่านเส้นเสียงทำให้เป็นเสียงสั่นสะเทือนเกิดเป็นเสียงก้อง

        ลักษณะและหน้าที่ของเสียงแท้ หรือเสียงสระ มีดังนี้

        ๑. เป็นเสียงที่ลมผ่านออกมาได้โดยสะดวก  ไม่ถูกอวัยวะในปากกักทางลม

        ๒. อวัยวะที่ช่วยให้เสียงสระต่างกัน ได้แก่  ลิ้นและริมฝีปาก

        ๓. เสียงสระออกเสียงได้ยาวนาน

        ๔. เสียงสระทุกเสียงเป็นเสียงก้อง เส้นเสียงจะสั่นสะเทือน

        ๕. เสียงสระมีทั้งเสียงสั้นและยาว

        ๖. เสียงสระเป็นเสียงที่ช่วยให้พยัญชนะออกเสียงได้  เพราะเสียงพยัญชนะต้องอาศัยเสียงสระเสมอจึงจะออกเสียงได้

 

        รูปสระ และเสียงสระ

                รูปสระ เป็นอักษรหรือเครื่องหมายที่เขียนขึ้นเพื่อแทนเสียงสระ โดยใช้เขียนโดดๆ หรือใช้เขียนประสมกับรูปสระอื่นเพื่อให้เกิดสระใหม่ มี ๒๑ รูปดังนี้

                เสียงสระ แบ่งออกเป็น ๓ ชนิด

        ๑. สระเดี่ยว หรือ สระแท้ มีทั้งหมด ๑๘ เสียง ซึ่งได้แสดงในตารางสรุปลักษณะของสระเดี่ยว ดังนี้

        ๒. สระประสม หรือ สระเลื่อน คือการประสมเสียงสระแท้ ๒ เสียงเข้าด้วยกัน

 

 

        ๓. สระเกิน ได้แก่ สระที่มีเสียงซ้ำกับสระแท้แต่มีเสียงพยัญชนะประสมอยู่ มี ๘ เสียง คือ

        หน้าที่ของสระ

                สระจะช่วยทำให้พยัญชนะออกเสียงได้ โดยเขียนไว้ได้รอบพยัญชนะ ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน ด้านล่าง (พยัญชนะจะออกเสียงไม่ได้ถ้าไม่สระประสมอยู่) เช่น

                        ด้านหน้าพยัญชนะ                เ        แ

                        ด้านหลังพยัญชนะ                ะ        า

                        ด้านบนพยัญชนะ                    ิ        ี        ึ        ื        ั        ็        ่           

                        ด้านล่างพยัญชนะ                  ุ        ู

       

        ข้อสังเกตเกี่ยวกับสระ

                ๑. รูปสระบางรูปไม่ออกเสียง เช่น ขัดสมาธิ (อ่าน ขัด – สะ – หมาด) ไม่ออกเสียงสระอิ

                ๒. เสียงสระอาจไม่ตรงกับรูปสระ บางคำรูปสระเสียงสั้น แต่เมื่ออยู่ในบริบทต้องออกเีสียงยาว บางรูปออกเสียงยาว แต่เมื่ออยู่ในบริบทต้องออกเสียงสั้น เช่น        น้ำ  :  สีน้ำเงิน (อ่าน น้ำ เสียงสั้น)        น้ำดื่ม (อ่าน น้าม เสียงยาว)

                ๓. เสียงสระสั้น สระยาวของเสียงสระแท้ สามารถแยกความหมายของคำให้แตกต่างกันได้ เช่น กับ – กาบ, มิด – มีด, อึด – อืด เป็นต้น

                ๔. ฤ ฤๅ ฦ ฦๅ อำ ใอ ไอ เอา เป็นสระเกิน คือ สระที่มีเสียงพยัญชนะประสมอยู่ด้วย ดังนั้นสระเกินเหล่านี้จึงไม่สามารถมีตัวสะกดได้

 

Categories: หน่วยเสียงในภาษาไทย | ใส่ความเห็น

สร้างเว็บไซต์หรือบล็อกฟรีที่ WordPress.com. The Adventure Journal Theme.

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.